เพียวไวท์ คอลลาเจน ยุคสมัยนี้ใครอยากขาวใสเด้งก็พึ่งมีดหมอและการศัลยกรรม

เพียวไวท์ คอลลาเจน ยุคสมัยนี้ใครอยากขาวใสเด้งก็พึ่งมีดหมอและการศัลยกรรมได้อย่าง­­กับเนรมิต โดยเฉพาะการฉีดคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิวพรรณก็มีทั้งหมอแท้หมอเถื่­­อนแทบทุกมุมถนน แต่รู้ไหมคะว่าหากอยากมีผิวดูเด็กไม่จำเป็นต้องทำชีวิตให้ยากแล­­ะเสี่ยงต่ออันตรายขนาดนั้น แค่กินอาหารให้ถูก เลือกอาหารที่มีคอลลาเจนแฝงอยู่ตามนี้ก็มีผิวโบ๊ะเต่งตึงเหมือน­­เกิดใหม่ในเวอร์ชั่นที่ไฉไลกว่าเดิม คอลลาเจนคืออะไร คอลลาเจน คือ โปรตีนเมตริกซ์นอกเซลล์ที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ ทำหน้าที่คล้าย ๆ กาวที่คอยยึดเกาะเซลล์ผิวหนัง เอ็น และกล้ามเนื้อให้แน่นสนิทเต่งตึง และกว่า 80% ของเซลล์ผิวหนังในร่างกายก็มีเจ้าคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นหากขาดคอลลาเจนไปก็แน่นอนว่าผิวพรรณจะหย่อนยานเหี่ย­­วย่น ดังเช่นคนแก่ที่คอลลาเจนค่อย ๆ ลดลงไปตามวันและเวลา ประโยชน์ของคอลลาเจน หลัก ๆ แล้วคอลลาเจนเป็นโปรตีนใต้ผิวหนังที่คอยยึดเซลล์ผิวให้เต่งตึง แต่อย่างที่บอกว่ากาลเวลาสามารถพรากคอลลาเจนไปจากผิวของเราได้ ดังนั้นประโยชน์ของคอลลาเจนที่เด่นมาก ๆ คือ ช่วยเติมเต็มผิวคล้อยหย่อนยานให้กลับมาเรียบตึง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาผิวที่ถูกความร้อนหรือรังสียูวีเผาไหม้จ­­นกลายเป็นผิวเสีย นอกจากนี้ ดร.เรย์ ซาเฮเลียน ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ยังอวดสรรพคุณของคอลลาเจนในด้านช่วยรักษาโรคข้อและกระดูกเสื่อม­­ และโรคไขข้ออักเสบอีกด้วยนะคะ เพียวไวท์ คอลลาเจน.

เพียวไวท์ คอลลาเจน

เพียวไวท์ คอลลาเจน รู้จักคอลลาเจนและประโยชน์ของคอลลาเจนไปคร่าว ๆ แล้ว นับจากบรรทัดนี้ไปเตรียมสายตาให้ดี ๆ ค่ะ นี่แหละอาหารที่เขาว่ากันว่ามีคอลลาเจนบำรุงความเต่งตึงล่ะ ลุยเลย ! คอลลาเจนฝนฝน

ถั่วเหลือง pure white collagen

1. ถั่วเหลือง

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกชนิด รวมไปถึงชีสทุกประเภทมีเจนิสติน (genistein) สารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไอโซฟลาโวน มีส่วนช่วยเร่งการผลิตคอลลาเจน ยกกระชับผิวพรรณให้เต่งตึง แถมช่วยบล็อกเอนไซม์ตัวร้ายที่จะทำร้ายผิวให้หย่อนคล้อยมีรอยตี­­นกา

2. ผักใบเขียว เพียวไวท์ คอลลาเจน

ผักใบเขียวทุกชนิด ยิ่งเขียวเข้มยิ่งดีอย่างพวกคะน้า ผักกาดหอม ผักสลัด ผักโขม กะหล่ำปลี ผักเคล และหน่อไม้ฝรั่ง ผักสีเขียวทั้งหมดนี้ขึ้นชื่อว่ากระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้อย่า­­งมีประสิทธิภาพ ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ลูติน (lutein)

โดยงานวิจัยเรื่องผิวพรรณจากฝรั่งเศสก็แนะนำว่า วัน ๆ หนึ่งควรให้ร่างกายได้รับลูตินประมาณ 10 กรัม (เท่ากับทานผักโขม 1.1 กิโลกรัม หรือผักเคล 0.5 กิโลกรัม) ซึ่งก็จะเพียงพอต่อการบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียนไร้ริ้วรอยแห่ง­­วัย

3. ถั่ว

เพียงแค่กินถั่ว เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา วันละ 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำ ร่างกายก็จะได้รับกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ซึ่งเป็นอาวุธชั้นดีของกระบวนการชะลอริ้วรอยแห่งวัย แถมกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมาบำรุงดูแลผิวมากขึ้น

ผักผลไม้สีแดง
4. ผัก-ผลไม้สีแดง

ผักและผลไม้สีแดงมีไลโคปีนสูง สรรพคุณเด่น ๆ ของเขาคือช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีสุด ๆ อีกทั้งไลโคปีนยังทำหน้าที่คล้ายสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัยและเติมเต็มความแข็งแรงของเซลล์ผิว โดยผักและผลไม้สีแดงก็ได้แก่ มะเขือเทศ พริกหยวกแดง บีท แครอท สวีทโปเตโต้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ดร.โรนัลโด วัตต์สัน ผู้ทำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ยังเผยว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในผักและผลไม้สีแดงและเหลืองทุกชนิด มีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดีพอสมควร นับเป็นสรรพคุณช่วยชะลอความชราของผิวทางอ้อมอย่างหนึ่งเหมือนกั­­นนะคะ

5. วิตามินซี

ไม่ว่าจะเป็นส้ม มะนาว ฝรั่ง หรือสตรอว์เบอร์รีก็ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินซี คุณประโยชน์ดี ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวได้อีกด้วย
ลูกพรุน

6. ลูกพรุน

ตัวการสุดจี๊ดที่คอยจ้องทำลายความเต่งตึงของผิวเรามีชื่อว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะต่อกรกับอนุมูลอิสระได้ก็คือสารต้านอนุมูลอิสระนั­­่นเอง โดยลูกพรุนก็นับเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิระสูงมาก รองลงมาก็บลูเบอร์รี ฉะนั้นกินทั้งสองอย่างนี้อย่างน้อย 5-6 ลูกทุกวัน รับรองผิวพรรณใสเด้ง

7. กรดไขมันโอเมก้า

ต้องยกให้โอเมก้าเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจนจากธรรมชาติตัวเด็ดอีกต­­ัวหนึ่ง ซึ่งช่วยเติมเต็มร่องลึกของเซลล์ผิวที่ถูกปัจจัยอื่น ๆ ทำลาย โดยเราจะรับกรดไขมันโอเมก้าได้จากเมล็ดแฟลกซ์ซีด แซลมอน ปลาทูน่า อะโวคาโด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอัลมอนด์ เป็นต้น
8. แตงกวา มะกอกเขียว และมะกอกดำ

ผักและผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้อุดมไปด้วยซัลเฟอร์ ส่วนสำคัญในการเสริมสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอสูง รักษาระดับคอลลาเจนในผิวให้สูงขึ้นอีกทาง โดยหากกินแครอท และแคนตาลูปเพิ่มด้วยก็จะช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างคอลลาเจนได้อ­­ย่างเต็มที่

ดาร์กช็อกโกแลต

9. ดาร์กช็อกโกแลต

ผลงานวิจัยจากเยอรมนียืนยันแล้วว่า ดาร์กช็อกโกแลตไม่มีทางส่งผลร้ายต่อผิว ทั้งยังช่วยบำรุงดูแลผิวได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่อัดแน่นอยู่ในดาร์กช็อกโกแลตซึ่งเพียงพอต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน และชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ชะงัด

ชาขาว

10. ชาขาว

จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยคิงส์ตัน พบว่า ชาขาวไม่เพียงแต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หากยังเป็นแหล่งของโปรตีนชนิดเดียวกับโปรตีนที่ค้นพบในเซลล์ผิว­­ โดยเฉพาะคอลลาเจน ซึ่งก็ทำหน้าที่ต้านเอนไซม์ที่คอยทำลายผิวพรรณให้หย่อนคล้อยได้­­นั่นเอง

กระเทียม
11. กระเทียม

กระเทียมก็เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่อุดมไปด้วยซัลเฟอร์ อีกทั้งยังมีกรดไลโปอิก (lipoic acid) และกรดอะมิโนทอรีน (Taurine) ตัวช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ถูกทำลาย

หอยนางรม
12. หอยนางรม

อาหารที่กินเป็นกับแกล้มก็อร่อย หรือจะกินเล่นเปล่า ๆ เพียวไวท์ คอลลาเจน ก็ดีอย่างหอยนางรมไม่ได้เป็นแค่ยาโด๊ปเท่านั้นหรอกนะ ทว่าหอยนางรมยังอุดมไปด้วยธาตุสังกะสี และกรดอะมิโนที่สำคัญต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจน พ่วงด้วยธาตุเหล็กและวิตามิน B2 ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย
13. ไข่ขาว

ไข่ขาวเป็นแหล่งกรดอะมิโนโปรลีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเส้นใยคอลลาเจน ดังนั้นการที่เราเสริมโปรตีนตัวนี้เข้าไปก็เท่ากับเสริมความแข็­­งแรงของแขน-ขาคอลลาเจนให้แข็งแกร่ง ยากที่จะมีอะไรมาทำลายได้นั่นเอง
14. เมล็ดข้าวสาลี

เมล็ดข้าวสาลีก็มีกรดอะมิโนโปรลีนสูงเช่นกัน ยืนยันด้วยผลการศึกษาจาก Nutritional Sciences มาแล้วด้วยนะคะว่าแค่กินเมล็ดข้าวสาลีเป็นประจำก็จะช่วยยืดอายุ­­คอลลาเจนในร่างกายให้ยาวนานกว่าเดิมได้

สาหร่ายทะเลทุกชนิด

15. สาหร่ายทะเลทุกชนิด

ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเส้นใยคอลลาเจนอย่างไฮยาลูโรนิกเป็นเ­­หตุผลสำคัญที่ทำให้สาหร่ายทะเลทุกชนิดขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่มี­ค­อลลาเจนผสมอยู่ ดังนั้นอยากมีผิวผุดผ่องเต่งตึงต้องอย่าพลาดสาหร่ายทะเลเชียวล่­­ะ

16. เห็ดทุกชนิด

ในเห็ดแทบทุกชนิดอุดมไปด้วยโปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระจึงสามารถช่วยในกระบวนการเสริมสร้างคอลลา­­เจนให้ผิวได้ง่าย ๆ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยได้อีกต­­่างหาก

มะพร้าว

17. มะพร้าว

ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย คล้ายกับการทำดีท็อกซ์ จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส
18. กระดูกอ่อน

ทั้งกระดูกอ่อนหมูและกระดูกอ่อนของไก่ล้วนแล้วแต่มีคอลลาเจนปะป­­นอยู่กับโปรตีนด้วยกันทั้งนั้น โดยเราจะสามารถสังเกตเห็นคอลลาเจนเป็นตัวเป็นตนได้จากน้ำต้มกระ­­ดูกอ่อนที่ทิ้งไว้ให้เย็น และส่วนที่เป็นวุ้นลอยอยู่เหนือน้ำต้มกระดูกก็คือคอลลาเจนนั่นเองค่ะ

ทั้งนี้เราควรกินวิตามิน C ไปพร้อม ๆ กับอาหารที่มีคอลลาเจนด้วยทุกครั้ง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้การดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายเป็นไป­­อย่างง่ายดายและเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ เพียวไวท์ คอลลาเจน.

merci bulgarian yogurt ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากแสงแดดและมลภาวะภายนอก

merci bulgarian yogurt ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากแสงแดดและมลภาวะภายนอก เช่น ควัน ฝุ่นละออง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และแมลง สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธี บำรุงผิวให้กลับมาขาวสวยกระจ่างใส เปล่งประกาย อย่างเป็นธรรมชาติ เบ็ดเตล็ดไอเดียมีเคล็ดลับผิวสวยแบบง่ายๆที่คุณควรลองทำดูสักครั้ง ดังต่อไปนี้ค่ะ 1. โยเกิร์ต หาเวลาว่างพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตวันละ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยชำระล้างเอาสิ่งสกปรก มลพิษออกจากรูขุมขนของผิวเรา ลดความมัน กระชับรูขุมขน ช่วยทำให้ผิวหน้าสดชื่น นุ่มนวล อ่อนเยาว์ หน้าใสเป็นธรรมชาติ ทำเช่นนี้วันละครั้ง ภายใน 4 สัปดาห์ แล้วคุณจะเห็นได้ถึงความแตกต่าง 2. ส้ม การพอกหน้าด้วยส้มจะช่วยให้ผิวหน้าขาวใสสุขภาพดี ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหน้าเรียบเนียน ชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ วิธีทำ เพียงแค่นำส้ม มาคั้นให้เหลือแต่น้ำ ต่อมานำสำลีชุบน้ำส้มแล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น แนะนำว่าควรทำวันละ 2 ครั้งค่ะ merci bulgarian yogurt.

merci bulgarian yogurt

merci bulgarian yogurt 3. แป้งกรัม (Gram Flour) หรือ แป้งเบซัน (Besan) และแป้งถั่วลูกไก่ (Chickpea Flour) แป้งสำหรับทำขนมของชาวอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังคลาเทศ มีสารอาหารต่างๆที่จะช่วยให้ผิวสวยและมีสุขภาพดีมาก ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินบนใบหน้า ช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ แถมยังช่วยให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย เมอร์ซี่ บัลแกเรียน โยเกิร์ต

วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำเอาแป้งกรัม 1/2 ช้อนชา, ขมิ้นผง 1/4 ช้อนชา และนมสด 2 ช้อนชา คนผสมให้เข้ากัน ถ้ายังข้นไปก็เพิ่มนมสดลงไปอีก จากนั้นนำมามาส์กใบหน้าและลำคอทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ

4. น้ำผึ้ง อีกหนึ่งสูตรผิวสวยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพียงแค่พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งประมาณ วันละ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ผิวของคุณก็จะกลับมาสดใสเปล่งปลั่ง เนื่องจากน้ำผึ้งนั้นช่วยในเรื่องของความกระจ่างใสของใบหน้า คืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า นอกจากนี้แล้วน้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่สามารถยับยั้งการเกิดสิว ลดจุดด่างดำ และรอยแผลจากสิวให้จางลงอีกด้วย merci bulgarian yogurt

5. มะนาว อีกหนึ่งเคล็ดลับความขาวใสของใบหน้าที่ควรบอกต่อ เนื่องจากในน้ำมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส ไร้สิว ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาว แล้วนำมาเช็ดถูบนใบหน้าเบาๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แนะนำให้ทำวันละครั้งค่ะ

6. เจลว่านหางจระเข้ อีกหนึ่งวิธีลดรอยด่างดำบนใบหน้า ช่วยต้านริ้วรอยก่อนวัย ใบหน้าเด้งกระชับ และดูสุขภาพดี ซึ่งวิธีทำก็ง่ายมากๆ เพียงแค่นำใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออก จากนั้นนพเอาวุ้นใสๆด้านในมาล้างน้ำให้หมดเมือก แล้วน้ำมาบดให้ละเอียด จากนั้นทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำให้ทำวันละ 2 ครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์คุณจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจน

7. มะละกอ การพอกหน้าด้วยมะละกออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากในเนื้อมะละกอนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรที และเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ผิวหน้าของคุณกลับมามุสุขภาพดีอีกครั้ง

8. ขมิ้นชัน การบำรุงผิวพรรณด้วยขมิ้นชันนั้นมีมานานแล้ว เนื่องจากในขมิ้นชันนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด และยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้ผิวพรรณดูมีสุชภาพดี ขาว กระจ่างใส ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่นำเอาขมิ้นชัน 1- 2 หัว มาปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

9. แตงกวา อีกหนึ่งสูตรหน้าหน้าขาวใสที่ได้รับความนิยมไม่แพ้สูตรอื่นๆ เนื่องจากในแตงกวานั้นอุดมไปด้วย วิตามินซี แคลเซียม ซิลิก้า และโปแทสเซียม จึงช่วยให้ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยเป็นอย่างดี วิธีทำ เพียงแค่นำแตงกวา 1 ผล มาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปปั่นให้เข้ากันกับน้ำมะนาว 1 ลูก นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

10. ข้าวโอ๊ต เนื่องจากในข้าวโอ๊ตนั้นมีวิตามินอีจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวเพียงแค่นำข้าวโอ๊ตประมาณ 3/4 ถ้วยตวงมาปั่นรวมกับน้ำเปล่าประมาณ 3-4 นาที แล้วนำน้ำผึ้งกับโยเกิร์ตอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ และไข่ขาวใส่ตามลงไป จากนั้นผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาพอกหน้าบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น และน้ำเย็น เพียงเท่านี้ผิวพรรณของคุณก็จะกลับมาเปล่งปลั่งและเนียนนุ่มอีกครั้ง

สำหรับคุณสาวๆ แล้ว ใบหน้าที่ขาวเนียนเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ในเวลาที่ต้องออกไปนอกบ้านหรือเข้าสังคม ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากใบหน้าเต็มไปด้วยสิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำ ความมั่นใจในตัวเองของคุณสาวๆ ก็จะพลอยหายวับไปพร้อมกับจำนวนปัญหาริ้วรอยเหล่านั้น

ถ้าหากคุณสาวๆ ปล่อยตัวเลยตามเลยไม่สนใจที่จะดูแลรักษาผิวหน้าของตัวเองให้ถูกวิธีแล้วล่ะก็ เพียงในเวลาไม่นานนัก คุณสาวๆ ก็เตรียมตัวโบกมือลาใบหน้าที่เคยขาวใสไปได้เลย สำหรับในวันนี้ คุณสาวๆ ที่ไม่อยากให้หน้าขาวเนียนกลายเป็นอดีต ขอแนะนำให้ควรปฏิบัติตัวตาม “กฎเหล็กการเตรีมผิวหน้าให้ขาว” เป็นประจำทุกวัน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการบำรุงผิวหน้าที่ควรปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน

1. ควรล้างหน้าเป็นประจำทุกวันในตอนเช้าและตอนเย็น ซึ่งเป็นการช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวเกิดการตื่นตัว ทำให้ผิวเกิดความสดชื่นเปล่งปลั่ง

2. ควรควบคุมการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละมื้อควรรับประทานอาหารให้ได้โภชนาการที่ครบถ้วน หรืออย่างน้อยในแต่ละมื้อก็ควรที่จะมีผักหรือผลไม้อยู่เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของอาหารที่ได้รับ ซึ่งผักผลไม้จะมีประโยชน์ในการช่วยทำให้ผิวขาวดูเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น

3. ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ หรือการทำกิจกรรมต่างๆที่จะช่วยทำให้ร่างกายได้มีโอกาสในการขยับยืดเส้นยืดสายเผาผลาญอาหารที่ได้รับ ซึ่งยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อ อย่างน้อยวันละ 15-30 นาที เช่น การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เป็นต้น

4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่านอนดึก ทั้งสองสิ่งนี้เป็นศัตรูตัวร้ายที่จะทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและรอบหมองคล้ำขึ้นบนผิวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยดำที่เกิดขึ้นบริเวณใต้ตา หรือที่คุณสาวๆเรียกกันติดปากว่า “หมีแพนด้า” นั่นเอง

5. ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว แต่ควรดื่มโดยใช้วิธีการจิบทีละเล็กน้อยบ่อยๆในระหว่างวัน เพราะหากดื่มน้ำรวดเดียวในปริมาณมากๆจะทำให้ร่างกายเกิดการขับน้ำออกไปมากเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องการน้ำเพิ่มเติมในส่วนที่สูญเสียไป จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดสมดุลของน้ำในร่างกายขึ้น

6. ควรพยายามหลีกเลี่ยงจากแสงแดด เพราะรังสียูวีเป็นศัตรูตัวร้ายที่จะทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำแห้งเสียได้มากเป็นอันดับ 1 ของมลภาวะที่ต้องพบในชีวิตประจำวัน ดังนั้นควรที่จะหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันถึงแม้ว่าแสงแดดจะไม่แรงมากก็ตาม

7. ควรกำจัดและควบคุมความเครียด ความเครียดจะส่งผลทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำได้มากอย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว หลายๆคนอาจจะมองว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถควบคุมมันได้ โดยการเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปยังกิจกรรมอื่นๆ เช่น การอ่านหนังสือ การดูหนัง การหางานอดิเรกทำ เป็นต้น การหาอะไรทำไม่ปล่อยให้ตัวเองฟุ้งซ่าน จมอยู่กับความเครียด เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ

พฤติกรรมทำลายผิวหน้าที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด

1. ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด merci bulgarian yogurt เพราะการสูบบุหรี่จะเป็นการทำร้ายผิวหน้า  และเพิ่มริ้วรอยเหี่ยวย่นให้มากยิ่งขึ้น

2. อย่าเข้านอนโดยไม่ล้างเครื่องสำอางออกจากใบหน้าโดยเด็ดขาด ควรทำความสะอาดผิวโดยการใช้คลีนเซอร์ให้สะอาด หรือชำระล้างเอาน้ำมันส่วนเกินของผิวออกจากใบหน้าทุกครั้งก่อนนอน เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้า เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพของผิวหน้าไม่ดีแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้บรรดาเหล่าสิวยกพวกกันมาบุกใบหน้าอีกด้วย

3. อย่าเสี่ยงกับการแกะสิว ซึ่งอาจจะเป็นการทำให้เกิดการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการทำให้เกิดริ้วรอยหมองคล้ำ และหลุมสิวขึ้นบนใบหน้าอีกด้วย

ถ้าหากคุณสาวๆ สามารถปฏิบัติตัวตามกฎเหล็กดังที่ได้กล่าวมาโดยเคร่งครัดแล้ว เพียงแค่ในระยะเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์ คุณสาวๆก็จะสามารถที่จะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของผิวหน้า จากที่เคยเต็มไปด้วยริ้วรอย แห้งกร้าน หรือรอยหมองคล้ำ กลายเป็นใบหน้าที่มีความขาวเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เคล็ดลับ การเสริมใบหน้าให้ขาวเนียนขึ้นจากภายใน
นอกกฎเหล็กในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ควบคู่ไปกับการดูแลป้องกันผิวหน้าภายนอกอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ผิวของคุณสามารถขาวเนียนสวยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้แล้ว สำหรับคนที่ต้องการจะมีใบหน้าที่ขาวเนียนมากขึ้น ก็สามารถที่จะเสริมได้ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หรืออาหารเสริมที่มีแร่ธาตุที่ช่วยในการบำรุงผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในสุดยอดสารอาหารเหล่านี้ หนึ่งในนั้นที่เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องของประสิทธิภาพก็ได้แก่ “วิตามินซี” นั่นเอง โดยคุณสาวๆสามารถที่จะได้รับวิตามินซีอย่างง่ายๆ จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินซีที่ได้ผ่านทางอาหารนั้น ร่างกายก็สามารถดูดซึมได้น้อย ดังนั้นใครที่ต้องการได้รับสรรพคุณแบบเต็มๆของวิตามินซี ก็อาจจำเป็นที่จะต้องทานวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริม ด้วยนั่นเอง merci bulgarian yogurt.

โอเมทิซ คอลลาเจน คอลลาเจนผิวขาว สำคัญต่อผิวจริงๆหรือ?

โอเมทิซ คอลลาเจน คอลลาเจนผิวขาว สำคัญต่อผิวจริงๆหรือ? คอลลาเจน เป็นส่วนประกอบของโปรตีนตามธรรมชาติขอวผิว ที่ทำหน้าที่เสมือนกับเป็นโครงสร้างของเซลล์เนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากคอลลาเจนที่พบมากในกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ซึ่งคอลลาเจนและอีลาสตินให้โครงสร้างของผิวมีความแข็งแรงยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น โดยปกติ ร่างกายจะทำการผลิต คอลลาเจนผิวขาว ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่กระบวนการผิลตนี้จะค่อยๆลดน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ผู้หญิงจะมีอัตราการผลิตคอลลาเจนที่น้อยกว่าผู้ชาย และอัตราการผลิตจะค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ ประมาณ 1 % ต่อปี ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้หญิงคนหนึ่งจะสูญเสียการผลิตคอลลาเจนตามธรรมชาติไปมากเกือบครึ่งหนึ่งของคอลลาเจนที่ผิวหนังเมื่ออายุ 50 ปี ความเครียด แสงแดด มลภาวะ และโภชนาการที่ไม่ดี ยังเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคอลลาเจน ทำให้เกิดความไม่ยกกระชับ และริ้วรอยขึ้นบนผิว นอกจากนี้หากระดับคอลลาเจนไม่เหมาะสมเพียงพอ ยังส่งผลต่อกระดูก รูปหน้า และริ้วรอยอยู่เป็นจำนวนมาก โอเมทิซ คอลลาเจน.

โอเมทิซ คอลลาเจน

โอเมทิซ คอลลาเจน คอลลาเจนผิวขาว ช่วยทำให้ผิวขาว เนียน สดใส ได้อย่างไร? omatiz collagen
ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม คอลลาเจนผิวขาว ออกมาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ทำการเลือกสรรอยู่เป็นจำนวน ซึ่งเมื่อทำการเติมเต็ม คอลลาเจนผิวขาว อย่างเหมาะสมกับความต้องการของผิวพรรณ คอลลาเจนผิวขาวก็จะมีประสิทธิภาพในการช่วยดูแล และฟื้นฟูผิวที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

1.คอลลาเจน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
2.คอลลาเจน ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ และช่วยให้ผิวกลับมาดูเยาว์วัยมากยิ่ง
3.คอลลาเจน ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น
4.คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว โอเมทิซ คอลลาเจน

ด้วยคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวไปแล้ว หลายคนคงจะเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่า คอลลาเจน สามารถช่วยทำให้ผิวของคุณขาวเนียนขึ้นได้ ด้วยการช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อผิวสุขภาพดี ก็จะเป็นการช่วยเผยผิวใหม่ที่ขาวเนียนสดใส เปล่งปลั่ง นั่นเอง

สำหรับคนที่อยากมีผิวพรรณที่ขาวเนียน สดใส เปล่งประกาย เต่งตึง ไร้ริ้วรอย แล้วล่ะก็ ชื่อของ “คอลลาเจน” คงเป็นสิ่งที่คุ้นหูกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งเจ้าคอลลาเจลดังกล่าว ถือว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่สำคัญเป็นอย่างมากในการบำรุงผิวพรรณ และเป็น วิธีผิวขาวใส ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพจากทั่วโลก ส่วนเจ้าคอลาเจนจะเป็นวิธีผิวขาวใสที่น่าสนใจอย่างไร และสามารถหาทานผ่านอาหารเพื่อให้เข้าสู่ร่างกายให้บำรุงชั้นผิวจากเมนูไหนได้บ้างนั้น สามารถติดตามอ่านได้จากบทความชิ้นนี้กันเลย
คอลลาเจน คือ อะไร?
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ มีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า คอลลาเจนนั้น มีคุณสมบัติในการช่วยให้ผิวหนังมีการสปริงตัว เกิดความกระชับเต่งตึงให้กับผิวหนัง ถ้าหากร่างกายมีการผลิตคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ก็จะเป็นการช่วยทำให้ใบหน้าและผิวทั่วทั้งร่างกายของคุณสาวๆห่างไกลจากริ้วรอย รอยตีนกา รวมไปถึงรอยเหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การช่วยทำให้ผิวขาวใสมากขึ้น โดยการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวดูกระจ่างใส แลดูอ่อนเยาว์ มีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจนักที่คอลลาเจนจะถูกยกย่องให้เป็น “โปรตีนแห่งความงาม” และเป็น วิธีผิวขาวใส ที่น่าสนใจอย่างมากในปัจจุบัน

อาหารอะไรบ้าง ที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน?
สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน และเป็นเมนู วิธีผิวขาวใส ที่น่าสนใจ จนอยากที่จะแนะนำให้ลองทานเพื่อเสริมปริมาณของคอลลาเจนในร่างกายให้มากยิ่งขึ้น โอเมทิซ คอลลาเจน ซึ่งจะเป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดีนั้น มีดังต่อไปนี้

1.เนื้อปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาหมึก ปลากระเบน เป็นต้น แหล่งที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนโดยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในส่วนเนื้อเยื่อ ตา และหนังของปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งจะประกอบโดยกรดโอเมก้า ที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารชั้นเลิศของผิว นอกจากนี้คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลจะมีโมเลกุลที่คล้ายกับโครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังของมนุษย์

2.สาหร่ายทะเล หรือสาหร่ายน้ำจืด ล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

3.น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวจะมีส่วนประกอบของสารเอสโตรเจน ซึ่งจะช่วยในการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินอยู่เป็นจำนวนมาก
4. เนื้อไก่ เนื้อหมู โดยคอลลาเจนจะอุดมอยู่ในส่วนโปรตีนของเนื้อ

5.ไข่ขาว มีส่วนประกอบของสารโพรลีนและสารไลซีน ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นคอลลาเจนได้

6.เห็ดทุกชนิด เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหูหนู เป็นต้น ล้วนแต่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน

7.ผักใบเขียวเข้ม มักที่จะมีวิตามินซีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสารซัลเฟอร์ที่ช่วยในการสร้างคอลลาเจน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำโปรตีนมาบำรุงร่างกาย พร้อมกับช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงอีกด้วย ผักใบเขียวเข้มที่มีปริมาณคอลลาเจนเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น แตงกวา ขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดหอม คะน้า เป็นต้น

อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งคอลลาเจนชั้นเยี่ยม ขอเพียงแค่ทำการรับประทานเป็นประจำทุกวัน อย่างหลากหลาย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปมาอย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้ วิธีผิวขาวใส และผิวพรรณที่มีสุขภาพที่ดีอย่างยาวนานนั้น ก็จะไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื่มอีกต่อไปอย่างแน่นอน โอเมทิซ คอลลาเจน.

l carnitine apple plus เคล็ดลับการลดน้ำหนัก ทำงานบ้านช่วยได้เยอะ

l carnitine apple plus เคล็ดลับการลดน้ำหนัก ทำงานบ้านช่วยได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดบ้าน, ถูบ้าน, ซักผ้า, ขัดห้องน้ำ, ล้างรถ, เล่นกับสัตว์เลี้ยง, เล่นกับลูก, พาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น, ทำสวนเอง, ดูทีวีไปออกกำลังกายไปด้วยการยกเวททั้งสองข้าง ฯลฯ หรือจะออกกำลังกายด้วยการใช้แรงคนแทนเครื่องจักรก็ได้ เช่น ใช้กรรไกรตัดหญ้าแทนเครื่องตัดหญ้า ล้างรถเองแทนไปเข้าร้าน เดินไปกดเปลี่ยนโทรทัศน์เองแทนการใช้รีโมต ซักผ้าบางชนิดด้วยตัวเองแทนการใช้เครื่องซักผ้า เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานไปได้มากเลยทีเดียว เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้ร่างกายของเราได้ใช้พลังงานที่เก็บสะสมเอาไว้และช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินของเราได้เป็นอย่างดี ออกกำลังกายแบบง่าย ๆ เช่น การเต้นแอโรบิก เพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานและช่วยกระชับร่างกายทุกสัดส่วน, การวิ่ง โดยวิ่งอย่างเป็นจังหวะและสม่ำเสมอ พร้อมกับแกว่งแขนตามจังหวะการก้าวของเท้า ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อตึงกระชับ และมีน้ำหนักตัวลดลง, การว่ายน้ำ อีกหนึ่งการออกกำลังที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งที่ช่วยกระชับสัดส่วนได้อย่างดี, การเต้นให้สุดเหวี่ยง เต้นมันให้หลุดโลกไปเลย วิธีนี้นอกจากจะสนุกแล้ว ยังทำให้เราได้เหงื่อ ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดของเราไปได้อีกทางด้วย, การกระโดดเชือกลดความอ้วน ที่สามารถช่วยบริหารร่างกายและลดไขมันส่วนเกินได้แทบจะทุกสัดส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นต้นขา สะโพก และเอว, การเดินลดต้นขา หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีต้นขาใหญ่ การเดินอย่างสม่ำเสมอและเป็นจังหวะวันละ 40 นาที จะช่วยทำให้ต้นขาของเราเล็กและเพรียวลง เป็นต้น l carnitine apple plus.

l carnitine apple plus
l carnitine apple plus เลือกเสื้อผ้าในการออกกำลังกาย ชุดออกกำลังกายควรจะเป็นเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าโปร่งสบาย มีการระบายความร้อนได้ดี เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้สึกสบายแล้ว ยังทำให้เราคล่องตัวและออกกำลังกายได้นานมากขึ้นอีกด้วย แอล คาร์นิทีน แอปเปิ้ล พลัส
การรักษาน้ำหนัก เมื่อเราลดน้ำหนักจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจเป็นอันขาด เพราะหากเราเผลอไปกินตามใจปากอีกครั้งก็จะทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงมีกฎอยู่ 2 ข้อในการรักษาน้ำหนักของเราไม่ให้เพิ่มขึ้นและคงที่ คือ ไม่กินอาหารที่มีแคลอรีและไขมันอิ่มตัวสูงมาก คือไม่กินตามใจปากนั่นเอง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ l carnitine apple plus

เคล็ดลับ วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ 7 วัน แบบทำได้จริง
หากคุณสามารถที่จะรวบรวม และเข้าใจถึงเมนูอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมในการลดน้ําหนักด้วยตัวเอง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตามวิธีลดความอ้วน 7 วัน ที่กำลังจะขอแนะนำต่อไปนี้ ด้วยวิธีง่ายๆเหล่านี้ ก็จะช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายหุ่นสวยของตัวเอง สำหรับข้อแนะนำเบื้องต้นก่อนเข้าสู่เมนูลดความอ้วนแนะนำต่อไปนี้ คือ คุณไม่ควรที่จะข้ามไม่ทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือทานอาหารผิดเวลา เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดการขาดสมดุลทางโภชนาการตามแผนที่ได้วางเอาไว้ จนกระทั่งส่งผลให้ แผนการ ลดความอ้วน 7 วัน ของคุณอาจล้มเหลวอย่างน่าเสียดายทีเดียว หากใครพร้อมแล้วที่จะลดความอ้วน 7 วัน สามารถทานอาหารได้ตาม เมนูลดน้ําหนัก แนะนำ ดังต่อไปนี้กันเลย

ลดความอ้วน

วันที่ 1 : ผลไม้สด ในวันแรกของการ ลดน้ําหนักแบบเร่งด่วน ควรเริ่มจากการปรับสภาพร่างกายด้วยผลไม้สดที่อุดมสมบูรณ์ คุณสามารถที่จะเลือก ผลไม้ลดความอ้วน ที่ตัวเองชอบ แต่ให้ยกเว้นการรับประทานกล้วย แล้วเน้นไปทานผลไม้ประเภทแตงโม และแคนตาลูป พร้อมกับดื่มน้ำวันละ 8-12 แก้ว นอกจากนี้ คุณไม่ควรที่จะทานอาหารประเภทอื่นๆอีกเลย นอกจากผักดิบ หรือผักต้ม แต่ถ้าคุณรู้สึกห้ว ก็ให้ทานผลไม้ และดื่มน้ำให้มากขึ้น
วันที่ 2 : ผัก วันนี้คุณสามารถที่จะทานอาหารประเภทผักได้อย่างเต็มอิ่ม แต่ให้แน่ใจว่าอาหารที่ทำจากผักเหล่านั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการปรุงผ่านน้ำมัน สำหรับอาหารผักที่แนะนำได้แก่ ถั่ว แครอท แตงกวา ผักกาดหอม กระหล่ำปลี ผักกาด เป็นต้น และอย่าลืมดื่มน้ำอย่างพอพียงด้วย
วันที่ 3 : ผักและผลไม้ ให้แน่ใจว่าคุณหลีกเลี่ยงการทานมันฝรั่งในส่วนของผัก และกล้วยจากในส่วนของผลไม้ แผนการอาหารของวันนี้เริ่มต้นด้วยการทานผลไม้เป็นอาหารเช้า ผักในมื้อเที่ยง ผลไม้ในมื้อเย็น และผักผลไม้ในมื้อดึกอีกครั้ง และอย่าลืมดื่มน้ำมากๆด้วย
วันที่ 4 : กล้วยและนม ในวันนี้คุณสามารถทานกล้วย 8-10 ลูก และนมอีก 3 แก้ว สำหรับเป็นอาหารตลอดทั้งวัน ซึ่งในวันนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกหิวบ้าง แต่ถ้าหากจัดสรรดีๆ ด้วยอาหารปริมาณเท่านี้ก็สามารถที่จะช่วยทำให้คุณอยู่ได้ตลอดทั้งวัน
วันที่ 5 : มะเขือเทศ ในวันนี้คุณสามารถทานข้าวได้ 1 จาน ในมื้อกลางวัน และมะเขือเทศจำนวนประมาณ 7-8 ผล ในวันนี้ร่างกายของคุณมีโอกาสที่จะผลิตกรดยูริคเป็นจำนวนมาก จึงควรที่จะดื่มน้ำในปริมาณมากขึ้น ประมาณ 12-15 แก้ว
วันที่ 6 : ในมื้อกลางวันคุณสามารถทานข้าวได้หนึ่งจาน แต่ในมื้อที่เหลือของวัน คุณต้องทานผักเป็นหลักเช่นเดิม และอย่าลืมการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
วันที่ 7 : ผลไม้และน้ำผัก ในวันนี้คุณได้รับอนุญาตให้ทานข้าว ผัก และน้ำผลไม้ เพื่อช่วยในการลบล้างขับสารพิษที่ไม่จำเป็นออกจากร่างกาย และยังเป็น สูตรอาหารลดน้ําหนัก ที่ดีอีกด้วย

ลดความอ้วน

การทำตามสูตรเมนูอาหารลดความอ้วน 7 วัน อย่างเข้มงวดนี้ นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้มากถึง 4-5 กิโลกรัม แต่ยังช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหาร และทำให้ผิวพรรณมีความกระจ่างสดใสมากยิ่งขึ้น l carnitine apple plus ด้วยวิธีที่เรียกได้ว่าสุดแสนจะเรียบง่ายเลยทีเดียว และยังเป็น วิธีลดน้ําหนักแบบธรรมชาติ อีกด้วย

แนวคิดของเคล็ดลับเมนูลดน้ำหนัก 3 วัน
อาหารไทยมีรสชาติที่จัดจ้าน ถูกปากคนสไตย์เมืองร้อน ทำให้คนส่วนใหญ่เมื่อมีการควบคุมอาหาร ก็มักจะต้องเปลี่ยนไปทานอาหารที่มีรสชาติอ่อนกว่า จนเกิดอาการเบื่ออาหาร และลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารอย่างไม่มีความสุข แต่ถ้าหากคุณทำการควบคุมอาหาร ตามเคล็ดลับ เมนูลดน้ำหนัก 3 วัน ที่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ ที่มีรสชาติของอาหารในแต่ละมื้อ ที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่าถุกปากคนไทย ก็จะทำให้การลดน้ำหนักของคุณนั้น มีความสุข สนุกกับมันได้มากขึ้น

ตารางเมนูลดน้ำหนัก 3 วัน สูตรธรรมชาติ
วันที่ 1 : อาหารเช้า ด้วย น้ำส้ม (หรือชา/กาแฟ ไม่ใส่น้ำตาลสำหรับคนที่ชอบทานตอนเช้า) หรือ ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง ผัก จิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน ผลไม้ 1 อย่าง
อาหารกลางวัน เริ่มที่ น้ำส้ม หรือ ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่น ปลานึ่ง หรือ ย่าง ห้ามใช้น้ำมัน และ ผัก จิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน*
อาหารเย็น น้ำส้ม ผัก จิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน เนื้อไม่ติดมัน ย่างหรือนึ่ง ห้ามใช้น้ำมัน

วันที่ 2 : อาหารเช้า น้ำส้ม นมสด 1 แก้วเล็ก (200 cc) ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่นไข่ต้ม 1 ฟอง ผลไม้
อาหารกลางวัน น้ำส้ม ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่น ผัก ต้มจิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน ผลไม้
อาหารเย็น น้ำส้ม นมสด 1 แก้วเล็ก (200 cc) ปลานึ่ง หรือ ย่าง ห้ามใช้น้ำมัน ผัก ต้มจิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน

วันที่ 3 : อาหารเช้า น้ำส้ม นมสด 1 แก้วเล็ก (200 cc) ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่น ผลไม้ โยเกิร์ต ส่วน
อาหารกลางวัน น้ำส้ม ขนมปังปิ้งจนแห้ง ไม่ทาอะไร 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟองผัก จิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน
อาหารเย็น น้ำส้ม นมสด 1 แก้วเล็ก (200 cc) ปลา/เนื้อนึ่ง หรือ ย่าง ห้ามใช้น้ำมัน ผัก จิ้มน้ำพริก หรือ ยำผักโดยไม่ใส่เนื้อสัตว์ใดๆ หรือ ส้มตำผักล้วน l carnitine apple plus.

dr.jill วิธีแก้ปัญหาผิวแบบต่างๆ ปัญหาสิวเป็น 1 ในปัญหาที่รักษายาก

dr.jill วิธีแก้ปัญหาผิวแบบต่างๆ ปัญหาสิวเป็น 1 ในปัญหาที่รักษายากและน่ารำคาญมากที่สุด. ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีปัญหาสิวในช่วงวัยรุ่น แต่ในบางคนเมื่อโตขึ้นสิวก็ยังคงไม่หาย และจริงๆ แล้วทุกคนก็อาจจะมีสิวขึ้นได้บ้างแม้ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม เพราะว่าสิวเป็นปัญหาที่แพร่หลายมากๆ ดังนั้นจึงมีวิธีรักษาสิวหลากหลายวิธี และคุณสามารถลองผิดลองถูกเพื่อให้รู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับคุณที่สุด ปฏิบัติตามขั้นตอนบำรุงผิวปกติ อันได้แก่ ล้างหน้า เช็ดด้วยโทนเนอร์ และทาครีมบำรุง โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวเป็นสิวง่ายโดยเฉพาะ เลือกใช้โฟมล้างหน้าที่มี ไตรโคลซาน, เบนซอยล์ เพร็อกไซด์ (BP) หรือกรดซาลิไซลิค เป็นส่วนผสม และใช้ครีมบำรุงที่มีเนื้อบางเบา ปราศจากน้ำมัน เพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน นอกจากนี้ คุณควรเพิ่มยาแต้มสิวเข้าไปในขั้นตอนบำรุงผิวของคุณด้วย โดยยาแต้มสิวนี้มักจะมาในรูปแบบครีมหรือขี้ผึ้ง ส่วนผสมที่ได้ผลมากที่สุด ได้แก่ เบนซอยล์ เพร็อกไซด์ (BP) กรดซาลิไซลิค ซัลเฟอร์ เรตินอยด์ และกรดอาซาเลอิค ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ว่ายาบางตัวที่มีความเข้มข้นสูงมากจะต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้เท่านั้น ถ้าการทาแต้มสิวเพียงอย่างเดียวดูจะไม่ได้ผล ลองไปหาแพทย์ผิวหนังดู แพทย์อาจจะให้ยาต่างๆ ทั้งยาทาและยากิน ขึ้นอยู่กับประเภทของสิวและต้องดูว่าเป็นหนักแค่ไหน บางคนรักษาหายได้ด้วยการกินยาฆ่าเชื้อ หรือยาคุมกำเนิด ส่วนบางคนอาจต้องใช้ยาวิตามินเอที่ออกฤทธิ์แรงหน่อย เช่น แอคคิวเทน (accutane) dr.jill.

dr.jill

dr.jill รักษาความอ่อนวัย. ริ้วรอย ตีนกา ความเหี่ยวย่น และจุดด่างดำ คือปัญหาผิวที่ทุกคนจะต้องเจอเมื่อมาถึงจุดหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยการดูแลรักษาและการป้องกันที่ถูกต้อง คุณจะสามารถชะลอการเกิดปัญหาเหล่านี้ และรักษาผิวของคุณให้ดูอ่อนเยาว์ได้นานขึ้น
ประการแรก คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเผื่อคนผิวที่สูงวัยขึ้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีความเข้มข้นและชุ่มชื้นกว่า ซึ่งจะช่วยได้มาก เพราะเมื่อคุณแก่ตัว ผิวมักจะแห้งลอกได้ง่าย ด๊อกเตอร์จิว
ในการต้อสู่กับริ้วรอยและความเหี่ยวย่น เลือกใช้ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะสานต้านอนุมูลอิสระจะช่วยให้อนุมูลอิสระมีค่าเป็นกลาง ทำให้อนุมูลอิสระไม่ทำลายเซลล์ผิวหรือทำให้ผิวของคุณเหี่ยวย่น สารต้านอนุมูลอิสระที่เราคุ้นชินกันดีได้แก่ สารสกัดจากใบชา เรตินอล (อนุพันธ์วิตามินเอ) และคิเนติน (อนุพันธ์ของพืชชนิดหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิว) dr.jill
ในการรักษาจุดด่างดำและผิวที่คล้ำเสียจากแดด เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ BHA หรือ AHA ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป ดังนั้นผิวชั้นนอกที่ด่างดำจะค่อยๆ ลอกออกไป เผยผิวข้างในที่เนียนนุ่มใส
อย่างไรก็ดี หากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์สุดวิเศษที่จะช่วยรักษาทุกปัญหาริ้วรอยและตีนกา เรตินเอคือผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยคุณได้ เรตินเอ (หรือที่รู้จักกันในชื่อกรดเทรตินอยด์หรือเรตินอยด์) เป็นวิตามินเอที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งสามารถช่วยลดริ้วร้อย ช่วยให้ผิวที่เหี่ยวย่นกระชับขึ้นด้วย รวมทั้งช่วยให้ผิวสม่ำเสมอเรียบเนียนขึ้นด้วย เนื่องจากเรตินเอช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ๆ เร็วขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน รวมทั้งช่วยผลัดเซลล์ผิวด้วย คุณต้องให้แพทย์สั่งเรตินเอให้เท่านั้น ดังนั้นปรึกษาแพทย์ผิวหนังของคุณก่อน

ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ. อาจเกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น ฝ้า กระ หรือรอยด่างดำ
ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการที่ผิวของคุณผลิตเม็ดสีเมลานินมากเกินไป ซึ่งอาจมีต้นเหตุได้หลายอย่าง เช่น การตากแดด การตั้งครรภ์ การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การกินยาคุมกำเนิด การกินยาอื่นๆ หรือการแกะสิว แม้ว่าปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอนี้อาจจะจางหายไปเองได้ แต่คุณก็สามารถเร่งให้มันจางหายเร็วขึ้นได้ด้วยหลากหลายวิธี
ขั้นตอนแรกในการแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของเรตินอยด์และใช้มันเป็นประจำทุกวัน เรตินอยด์คือวิตามินเอซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวชั้นแรกที่มีสีไม่สม่ำเสมอหลุดออกไป เผยผิวข้างใต้ที่กระจ่างใส โดยการใช้วิธีนี้คุณจะเห็นว่าผิวของคุณดีขึ้นภายในไม่กี่เดือน แต่หากคุณต้องการได้ผลที่เร็วขึ้นอีก ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อขอให้แพทย์สั่งครีมหรือเจลที่มีกรดเรติโนอิค dr.jill ซึ่งจะให้ผลที่เหมือนกับเรตินอยด์ในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม
หากคุณกำลังมองหาวิธีรักษาฝ้า ไฮโดรควิโนนเป็นทางเลือกที่ได้ผลดี ไฮโดรควิโนนช่วยให้ผิวกระจ่างใส่ขึ้นโดยการยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน คุณสามารถหาซื้อไฮโดรควิโนนสูตร 2% ได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่หากคุณต้องการไฮโดรควิโนนสูตร 4% คุณต้องไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อปรึกษาและให้แพทย์สั่งยาให้ ทั้งนี้ ก่อนเริ่มใช้ยาตัวนี้ คุณควรรู้ว่าไฮโดรควิโนนถูกแบนในหลายๆ พื้นที่ในทวีปเอเชียและยุโรป เนื่องจากมันสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง [8]
หากเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา คุณอาจลองรักษาผิวด้วยเลเซอร์หรือแสง หรือลอกผิวด้วยสารเคมี หรือ microdermabrasion ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อดูว่าวิธีไหนเหมาะสำหรับคุณที่สุด
และสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอคือ “ทาครีมกันแดดเป็นประจำ” ครีมกันแดดสามารถช่วยป้องกันรังสี UV ไม่ให้ไปกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานินในผิว ซึ่งจะทำให้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอของคุณแย่ลงกว่าเดิมอีก

การมีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายช่างน่าลำบาก. คุณต้องระวังมากๆ เวลาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ บนใบหน้า และเวลาบำรุงรักษาผิว ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องเผชิญปัญหาผิวมากมาย เช่น ปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแห้งตึง หน้าแดง ผื่นแดง หรือแม้กระทั่งตุ่มหนอง
การมีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายยังทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางผิวหนังเช่น ผื่นแดง, หน้าแดง, สิวเห่อและอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเรียนรู้ที่จะใจเย็นและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แล้วคุณจะพบว่าการมีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายเป็นเรื่องที่คุณสามารถจัดการได้โดยง่าย
อย่างที่กล่าวไปแล้วตอนต้น เวลาคุณเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางระคายเคืองง่ายคุณควรหลีกเลี่ยงโฟมล้างหน้า ครีมบำรุง หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผสมสีหรือน้ำหอม เพราะว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย เวลาเลือกผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตาม เลือกผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ มองหาโฟมล้างหน้าหรือครีมบำรุงที่มีส่วนประกอบไม่เกิน 10 อย่าง
นอกจากนี้คุณควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้านแบคทีเรีย แอลกอฮอล์ เรตินอยด์ หรือ กรด AHA แม้ว่าส่วนประกอบเหล่านี้จะมีประโยชน์กับผิวประเภทอื่น แต่มันไม่เหมาะกับผิวบอบบางเลยแม้แต่น้อย เพราะจะทำให้ผิวของคุณแห้งและระคายเคือง
มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ปลอบประโลมผิว และต้านการอักเสบ เช่น คาโมไมล์ ชาขาว ว่านหางจระเข้ ดอกดาวเรือง ข้าวโอ๊ต และพืชทะเลชนิดต่างๆ
ถ้าคุณอยากลองใช้ผลิตภัณฑ์ใดเป็นพิเศษ คุณควรทดลองก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่แพ้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยคุณสามารถลองทาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในปริมาณที่เล็กน้อยบริเวณหลังหูของคุณ ทำเช่นนี้ 5 คืนติดต่อกัน หากคุณไม่รู้สึกระคายเคือง ไม่มีผื่นขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือให้ลองทาผลิตภัณฑ์นั้นที่ผิวข้างๆ ดวงตา ทำเช่นนี้ 5 คืนติดต่อกัน สุดท้ายหากคุณไม่รู้สึกระคายเคืองเลย แสดงว่าคุณสามารถทาครีมนั้นได้ทั้งหน้าอย่างปลอดภัย
ในแง่ของเครื่องสำอาง มองหารองพื้นที่มีเบสเป็นซิลิโคน เพราะว่ารองพื้นประเภทนี้จะไม่ทำให้ผิวของคุณระคายเคือง และเลือกใช้อายไลน์เนอร์แบบดินสอและใช้ดินสอเขียนคิ้ว แต่หลีกเลี่ยงอายไลน์เนอร์แบบน้ำหรือที่เขียนคิ้วแบบน้ำ เพราะว่ามันจะมีส่วนผสมของยางซึ่งอาจทำให้คุณแพ้ได้ นอกจากนี้อย่าใช้มาสคาราแบบกันน้ำ เพราะว่าคุณจะต้องใช้ที่ล้างเครื่องสำอางแบบพิเศษ ซึ่งจะแรงไปสำหรับผิวบอบบางของคุณ dr.jill.

royal jelly 1000 mg คุณภาพของอาหารเสริมที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้จาก

royal jelly 1000 mg คุณภาพของอาหารเสริมที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้จาก นมผึ้งหรือ Royal Jelly นั้นปริมาณไขมันที่มีอยู่ต้องมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆอีกเช่น แหล่งที่มาของนมผึ้ง อายุของผึ้ง วิธีการเก็บรักษาต่างๆอีกด้วย รู้แล้วใช่ไหมค่ะว่า นมผึ้งหรือ Royal Jelly นั้นมีดีแค่ไหน ยิ่งได้รับนมผึ้งที่มีความเข้มข้นมากเท่าไหร่ก็จะช่วยบำรุงผิวพรรณความงามจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ รับรองเห็นผลได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ การรันตีได้เลยค่ะว่าของเค้าดีจริงๆ ผุ้ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีขึ้นไปไม่เกิน 25 ปี ทานนมผึ้ง 2% ตัวโดมทาน เนื่องจากในวัยไม่เกิน 25 ปี วัยรุ่นวัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่มีการผลิตฮอร์โมนค่อนข้างมีประสิทธิภาพที่สุด ฉะนั้นเราควรทานเสริมนมผึ้งอย่างพอเหมะเพื่อบำรุงผม เล็บ ผิวพรรณ ไดอย่างมีประสิทธิภาพ นมผึ้งเป็นอาหารเสริมตัวนึง ที่ควรทานความเข้นข้นให้เหมาะสมจะดีที่สุดและผลดีที่สุดค่ะ ผู้ที่มีอายุ 25 ปี ไม่เกิน 35 ปี แนะนำให้ทาน นมผึ้ง 2.4% Green Health ตัวนี้คุณภาพสูงเกรดวัตถุดิบพรีเมี่ยมที่สุด การผลิตเป็นแบบโมเลกุลเล็กปลอดภัยระยะยาวได้อีกด้วยค่ะ ช่วงอายุ 25-35 ปี ทาน 2.4% จะเข้มข้นและดีที่สุดในช่วงอายุนี้ค่ะ เพราะไม่มากและไม่น้อยเกินไป หากลูกค้าต้องการทานเข้ม 6% ในช่วงอายุนี้จะทำให้ร่างกายไม่สมดุลค่ะ การผลิตฮอร์โมนจะเยอะเกินไป royal jelly 1000 mg.

royal jelly 1000 mg

royal jelly 1000 mg หากช่วงอายุ 25-35 ปี แต่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนผิดปรกติ ให้ทาน 2.4% 2 เม็ดจะดีที่สุดค่ะ nature king royal jelly

ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาฮอร์โมน หรือเข้า 40 ขึ้นไป ทาน นมผึ้ง 6% 10 HDA ไม่เกิน 30-33 มก ดีที่สุดค่ะ

นมผึ้ง 6% ไม่ได้เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัยนะค่ะ ฉะนั้นผู้ที่ต้องการความเข้มข้นสูงสุดไว้ก่อนควรอ่านก่อนซื้อนมผึ้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีนะจ๊ะ ส่วนใหญ่ นมผึ้่งเข้ม 6% จะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ 35 ปี หรือ 40 ปีขึ้นไป จะเห็นผลดีมากๆๆ ถ้าช่วงอายุไม่ถึง แล้วทานตัวนี้ จะเยอะเกินไปค่ะ นมผึ้ง เนเจอร์คิงส์

กรณีพิเศษ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องดูดซึม กินอาหารเสริมไม่ค่อยเห็นผลดูดซึมยาก ให้ทานนมผึ้ยี่ห้อ Green Health 2.4 % ตัวที่หญิงแย้ทาน ดีที่สุดค่ะ เพราะผลิตมาเพื่อการดูดซึมยากโดยเฉพาะ ช่วย 35 – 40 ปีขึ้นไปให้ทานจำนวน 2 เม็ด

ผู้ที่มีอายุ 40 -60 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาฮอร์โมน เข้าวัยทองให้ทานนมผึ้ง 6% 10 HDA 60 มกเป็นความเข้มสูงสำหรับผู้มีอายุหรือเข้าวัยทองแนะนำยี่ห้อ Royal bee เพราะเป็นยี่ห้อเดียวที่ 60 มกในขณะนี้ค่ะ กินเพียง 1 เม็ดเท่านั้น royal jelly 1000 mg

เลือกซื้้อ นมผึ้งอย่างไรไม่ให้โดนหลอก ว่าตัวไหนกี่ % กันแน่

ส่วนใหญ่อาหารเสริมออสเตรเลีย หรือโดยทั่วไปในวงการาหารเสริม มักเขียนปริมาณสารสกัด ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตลาดมาควบคู่ค่ะ ทำให้ลูกค้าอาจสับสนว่านมผึ้งหลายตัวตามท้องตลาด เขียนว่า royal jelly 10HDA6% กันเกือบทุกตัว หมายความว่านมผึ้งมีแต่ 6% อย่างเดียวหรือป่าว และการทาน 6% ไม่ได้ดีสำหรับทุกคนเสมอไปนะค่ะ ควรทานตามช่วงอายุ ความเข้มเหมาะสมดีที่สุดค่ะ

อ่านข้อข้องใจทางนี้ค่ะ

การเขียนฉลากระบุ ปริมาณ % ของ 10HDA นั้น หลายๆบริษัท หลายๆ ยี่ห้อ พยายามที่จะใช้เทคนิคการเล่นคำ เพือ่หลีกเลี่ยงที่จะบอกปริมาณ 10HDA ที่แท้จริง แล้วเราจะรู้ทันได้อย่างไรว่า ตัวไหนมีปริมาณ 10 HDA มากที่สุด

โดยปกติแล้วฉลากสินค้า royal jelly ที่ดีควรจะระบุประกอบดังนี้ค่ะ

1.ปริมาณ royal jelly lyophilised (สารที่ได้หลังจากการสกัดนมผึ้งสด) พลิกด้านหลังหรือด้านข้างกล่องเพื่อดูสารสกัดที่แท้จริง

2.ปริมาณ royal jelly fresh (ปริมาณนมผึ้งสด)

3.ปริมาณ 10 HDA ให้ดูที่ มิลลิกรัมค่ะ พลิกกล่องดูด้านที่เขียนส่วนประกอบ**ตัวนี้เป็นควมเข้มสารสกัดที่มีผลกับร่างกายที่สุดค่ะ**

เขียนว่า Equiv.10-hydroxy-2-decenoic acid 24 mg แปลว่า 2.4%

เขียนว่า Equiv.10-hydroxy-2-decenoic acid 22 mg แปลว่า 2.2%

เขียนว่า Equiv.10-hydroxy-2-decenoic acid 11 mg แปลว่า 1.1% *ทั่วไปชอบเอาตัวนี้มาแจ้งว่าเป็น 6%*

เขียนว่า Equiv.10-hydroxy-2-decenoic acid 60 mg แปลว่า 6%

ถ้ายี่ห้อไหนไม่แจ้งจำนวน 10HDA ว่ากี่มิลลิกรัม ให้ตรวจสอบว่าดูปริมาณ Royal Jelly Lyophillsed ว่ากี่มิลลิกรัม มิลลิกรัมเยอะ ค่า10HDA ก็สูงตามไปด้วย

ประโยชน์ Royal Jelly

1. Royal jelly ผลกระตุ้นทางชีวภาพ เพิ่มอัตราการดูดซึมอาหาร เพิ่มออกซิเจนในเม็ดเลือดแดง และเพิ่มอัตราขับถ่ายของเสียคาร์บอนไดออกไซด์ รับประทานเช้าและก่อนนอนทุกวัน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเติมพลังแฝงให้พร้อมสู้งานหนักในวันรุ่งขึ้น

2. Royal jelly ผลต่อฮอร์โมนเพศ กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชายให้สมดุล ช่วยเพิ่มสรรถภาพการสร้าง

สเปริม์และยังช่วยให้การสุกของไข่ในสตรีดีขึ้น ช่วยประจำเดือนมาปกติและหมดประจำเดือนช้า ผลลัพธ์ คือ คงความหนุ่มสาวได้นานกว่าปกติถึง 20% สำหรับผู้ชายจะเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้คงได้นาน

3. Royal jelly ผลการสร้างเม็ดเลือดและความแข็งแรงของกระดูก royal jelly 1000 mg ในเด็กเล็กและคนสูงอายุจะเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น

4. Royal jelly ผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ พร้อมสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนผ่านสมอง ปอด ตับ ไต และแขนขา ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยจะรู้สึกอบอุ่นและสดชื่นทันที ภายในระยะเวลา 20-30 นาที

5. Royal jelly ผลต่อเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาว เพิ่มความต้านทานและขจัดพิษหรือทำลายเชื้อโรคได้ดี พร้อมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพของเนื้อเยื่อต่างๆ ภายหลังเจ็บไข้ได้ป่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

6. Royal jelly ผลต่อระบบเมตาโบลิซึม ควบคุมการเก็บและนำน้ำตาล โปรตีนและไขมันในเลือด นำมาใช้งานอย่างสมดุล กระตุ้นการเผาผลาญให้พลังงานสมบูรณ์และควบคุมแร่ธาตุและอิเล็คโตไลท์ ในเลือดให้สม่ำเสมอ

7. ผลต่อการสร้างเซลล์ใหม่และเนื้อเยื่อใหม่ ควบคุมการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด สึกหรอ ให้ฟื้นคืนสภาพได้รวดเร็ว ขจัดเซลล์เก่าที่ตายไปตามวงจรชีวิต ป้องกันการเกิดเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง

8. Royal jelly ผลต่อการลดการอักเสบของข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ มีผลเหมือนสารสเตียรอยด์แต่ไม่มีอันตรายและผลข้างเคียง จึงได้ผลดีในการใช้ร่วมกับยา ทางการแพทย์นำไปรักษาการอักเสบของบาดแผล ปวดข้อและปวดกระดูกเรื้อรัง

9. Royal jelly ผลต่อการทำให้ชีวิตยืนยาว เนื่องจากผลโดยรวมทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดี มีสมรรถภาพมากขึ้นและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ชีวิตคนเรายืนยาวนานอย่างมีความสุข

ในรายที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน อย่านิ่งนอนใจนะค่ะ มันสำคัญมาก รอยัลเจลลี่ช่วยสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สมดุลกับฮอร์โมนโปรเจสโตโลนให้อยู่ในระดับที่สมดุลกัน royal jelly 1000 mg.

mj plus ต้นตอที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้า

mj plus ต้นตอที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้า มีตัวกระตุ้นหลายอย่างเข้ามาพร้อมๆ กัน จนไปทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนังถูกทำลายเกิดความผิดปกติในการสร้างเซลล์เม็ดสีมากขึ้น ทำให้มองเห็นเป็นจุดด่างดำขึ้นมา โดยปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดฝ้า คือ1.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายเนื่องจากฝ้ามีตัวกระตุ้นเป็นฮอร์โมนจากร่างกายเพิ่มเข้ามาด้วยถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่แม้คนไม่ค่อยโดนแสงแดดก็เกิดเป็นฝ้าขึ้นบนผิวหน้าได้ ฮอร์โมนจะเข้าไปส่งผลให้เม็ดสีทำงานผิดปกติเช่น เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน, การตั้งครรภ์, การได้รับยาฮอร์โมนจากภายนอก,การรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน เป็นต้น2.การที่ผิวสัมผัสกับแสงแดดปัจจัยจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการปลี่ยนแปลงของเซลล์สร้างเม็ดสีได้เป็นอย่างมากเนื่องจากในแสงแดดมีรังสีอุลตราไวโอเลต และแสงชนิด visible light ที่ยิ่งเป็นตัวการทำให้เกิดฝ้าได้มากขึ้น mj plus.

mj plus

mj plus โดยความเข้มข้นของรังสีจะมีมากในช่วง 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่ายสามโมง หากจำเป็นต้องออกกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดด และสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด ครีมเอ็มเจ

3.การใช้เครื่องสำอางเป็นประจำ

เนื่องจากเครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีอยู่เป็นจำนวนมาก สาวๆ ที่ต้องใช้เครื่องสำอางเป็นประจำ

มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ผิวหน้าเกิดอาการระคายเคือง อีกทั้งการล้างทำความสะอาดไม่หมด

ผิวอาจจะเกิดอาการแพ้ และทำให้เป็นรอยด่างดำจากเม็ดสีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับฝ้า

โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสี และน้ำหอม mj plus

4.การส่งผ่านทางพันธุกรรม

พันธุกรรมมีส่วนที่ทำให้การเกิดฝ้าได้ง่ายขึ้นกว่าในคนปกติถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว

5.การทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

สาวๆ ออฟฟิศที่ทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันทั้งวัน มีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่ายเช่นกัน

เนื่องจากรังสีที่มองไม่เห็นแผ่ออกมา ทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ผิวแบบไม่รู้ตัว

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

การแก้ไขฝ้าในปัจจุบันมีหลากหลาย แต่วิธีรักษาฝ้ากระให้หายขาดนั้นอาจจะต้องขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคนว่ารุนแรงในระดับไหน

เพราะฝ้าที่ลึกจะมีการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน อาจไม่สามารถหายได้ถาวร มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

คนที่มีปัญหาฝ้า หากไม่ได้สนใจเรื่องความสวยความงามของตัวเอง อาจจะทิ้งผิวหน้าเอาไว้แบบนั้นโดยไม่ทำการรักษา

แต่สำหรับสาวๆ ที่กังวลกับปัญหานี้อย่างมาก ทางเลือกในการรักษามีตั้งแต่แบบธรรมชาติและแบบสมัยใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง

วิธีดูแลรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ

การรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ต้องบอกไว้ก่อนว่าจะเหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาฝ้าในระยะเริ่มต้นแล้วรีบทำการรักษา
เพราะคุณสมบัติของสารธรรมชาติจะไม่เหมาะกับการรักษาฝ้าที่ฝังลึก มีสีเข้มจัด เราสามารถแบ่งการรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติได้ดังนี้

1.สูตรว่านหางจระเข้

เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมในการรักษาฝ้าตามแบบฉบับธรรมชาติมากที่สุด

ด้วยการใช้ว่านหางที่เป็นใบแก่ขนาดใหญ่ ที่อยู่โคนล่างเพียง 1 ใบ มาล้างทำความสะอาด

แล้วปอกเปลือกเอาวุ้นด้านในมาล้างให้ยางสีเหลืองออกไปให้หมด นำมาปั่นหรือบดให้ละเอียด พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

2.สูตรมะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง

นำเอาเนื้อมะขามเปียกมาบดผสมน้ำ แล้วกรองแค่ส่วนเนื้อออกมาให้มีลักษณะเป็นเนื้อครีม

ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย ทาบางๆ ในจุดที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก

ซึ่งคุณสมบัติของมะขามเปียกจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า และน้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มเกราะป้องกันผิวจากแสงแดดอีกทางหนึ่ง

3.สูตรหัวไชเท้า

เป็นสูตรกำจัดฝ้าที่ได้รับความนิยมอีกสูตรหนึ่ง แต่จะเหมาะกับสภาพผิวที่ระคายเคืองยาก

ด้วยการเอาเนื้อหัวไชเท้าสดมาบดหรือปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำเอามาพอกไว้ที่ตำแหน่งที่เกิดฝ้าประมาณ 10-30 นาที (หากรู้สึกแสบมากจนทนไม่ไหวให้รีบล้างออกก่อนเวลา) แล้วล้างทำความสะอาด

4.สูตรไข่ขาว

เลือกเอาแค่ส่วนของไข่ขาวมาตีให้เนื้อเนียนแตกตัวออกจากกัน แล้วทาบางๆ ไว้บริเวณที่เป็นฝ้า

ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือรอจนกระทั่งไข่ขาวแห้งตัว คุณสมบัติของไข่ขาวจะช่วยดูดซับเอาสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าให้หลุดลอกออกไป

และช่วยซับให้รอยฝ้าจางลง เหมาะสำหรับคนที่มีผิวหน้ายังเป็นฝ้าแค่ในระดับจางๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

5.สูตรใบบัวบก

นำใบบัวบกมาล้างทำความสะอาดประมาณ 1 กำ ปั่นผสมกับน้ำดื่มสะอาดเล็กน้อย

แล้วคั้นเอาแต่น้ำสีเขียวข้นมาทาแทนโทนเนอร์ก่อนนอน จะช่วยลดรอยฝ้าและกระที่เกิดขึ้นให้ดูจางลงได้

วิธีดูแลรักษาฝ้าด้วยเทคโนโลยี

สำหรับการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดเลือนและกำจัดฝ้า จะเหมาะสำหรับวิธีรักษาฝ้าให้หายขาดในกลุ่มคนที่มีรอยฝ้าฝังลึกและเป็นมานาน

การรักษาจะทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และบางเคสจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษามาก ซึ่งมีทางเลือกให้สาวๆ ที่ได้รับความนิยมดังนี้

1.การยิงเลเซอร์

การยิงเลเซอร์แบบธรรมดา จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในอดีต ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมแล้ว

เพราะมีผลข้างเคียงตามมามาก แม้ว่าจะยังมีการนำเอาวิธีดังกล่าวมาใช้อยู่ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

เนื่องจากเลเซอร์ที่นำมาใช้เป็นชนิดที่ทำลายผิว เหมือนกับการขูดลอกผิว ทำให้เกิดเป็นแผลเป็นตามมา

มีข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่นำมาใช้คือความแม่นยำสูง ช่วยให้เข้าไปแก้ไขปัญหาฝ้าได้อย่างตรงจุด

แต่ไม่คุ้มเสี่ยงกับรอยแผลเป็นและความผิดพลาดที่จะตามมา

**การยิงเลเซอร์ในปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ด้วยการใช้วิธีรักษาแบบทำลายเม็ดสีแค่บางส่วนเท่านั้น

โดยใช้เลเซอร์ชนิดเดิม แต่เปลี่ยนกระบวนการยิงเข้าสู่ผิว โดยเน้นให้ไปตกกระทบที่เม็ดสีผิวจนเกิดการแตกตัวออกมาเอง

ฝ้าก็จะค่อยๆ จางลงไปในแต่ละครั้งที่ทำ ทว่ายังเป็นการรักษาที่ช่วยแค่ให้ฝ้าจางลงเท่านั้น

คนที่มีฝ้าแพร่กระจายมากและอยู่ลึก วิธีนี้จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ และจะต้องใช้ระยะเวลานานมากในการรักษาด้วย

2.การใช้ยาทาฝ้า

ที่ได้รับความนิยมในการรักษามากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่

1.ไฮโดรควิโนน

ซึ่งจะมีคุณสมบัติช่วยขัดขวางเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลิดเม็ดสีให้น้อยลง ซึ่งมีอยู่ทั้งในแบบสาระลายผสมแอลกอฮอล์และแบบเนื้อครีม

แต่การใช้ยาชนิดนี้จะต้องสั่งโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น

เนื่องจากมีระดับความเข้มข้นที่จำกัดแตกต่างกันสำหรับผิวของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะให้ใช้อยู่ในสัดส่วนความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 2

2.เทรทิโนอิน

นี่คือยาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอเป็นหลัก ได้ผลสำหรับคนที่เป็นฝ้าไม่มากนัก

แต่เมื่อเทียบกับยาไฮโดรควิโนนแล้วจะให้ผลด้อยกว่า mj plus ในตัวยาบางชนิดจะมีการผสมกรดวิตามินเอ

ไฮโดรควิโนน และสเตียรอยด์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะให้ผลดีกว่าแค่การใช้กรดวิตามินเอเพียงอย่างเดียว

3.กรดอาซิเลอิก

ส่วนมากไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก จะอยู่ในรูปแบบของครีม

มีการออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับไฮโดรควินินในความเข้มข้นร้อยละ 4 เสี่ยงที่จะทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย

4.สารสเตียรอยด์

การรักษาฝ้าด้วยสารสเตียรอยด์เพียงอย่างเดียว ช่วยให้ฝ้าจางลงได้ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

เสี่ยงทำให้เกิดผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นสิว เส้นเลือดฝอยขยายตัว หรือผิวแพ้ง่าย มีชั้นผิวที่บางมากขึ้น ฯลฯ

วิธีป้องกันไม่ให้ผิวเกิดฝ้า

1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดและความร้อน หากจำเป็นควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 45 ขึ้นไป

ซึ่งจะช่วยป้องกันผิวได้ราว 8 ชั่วโมง อย่าลืมสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดให้ได้มากที่สุด

2.หากจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางทุกวัน ควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีความอ่อนโยนและดูแลผิวไปในตัว

3.ล้างทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้าทุกครั้งก่อนนอน ด้วยการใช้คลีนซิ่งเช็ดผิวหน้าเพื่อกำจัดเอาสิ่งสกปรกภายในรูขุมขนออกไป

และทาครีมบำรุงทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวหน้าได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงเวลานอนหลับ

4.พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้

หมั่นสังเกตผิวหน้าของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบรอยจุดด่างเกิดขึ้น ให้รีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่างไรก็ตามวิธีรักษาฝ้าให้หายขาด อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การรักษาให้ผิวหน้ากลับมาเนียนใสเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม

โดยปราศจากรอยด่างดำ จะต้องดูสภาพผิวหน้าของแต่ละคนด้วยว่า ระดับฝ้าที่เกิดขึ้นลึกหรือตื้น

แล้วมีพฤติกรรมในการดูแลตัวเองได้เหมาะสมหรือไม่ เพราะบางคนหายแล้ว ก็กลับมาเป็นอีกได้หากป้องกันตัวเองอย่างไม่ถูกวิธีนั่นเองค่ะ mj plus.

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเราไม่ได้มีกำหนดวันนะ คือว่างวันไหนก็ไป

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเราไม่ได้มีกำหนดวันนะ คือว่างวันไหนก็ไป ส่วนมากก็จะว่าง ถ้าไม่ต้องทำงาน ไม่มีสอบ ก็จะไป การออกกำลังกายของเราอีกแบบคือ ตีแบต มันสนุกดีนะ โชคดีที่เพื่อนก็ไปตีด้วย อ๋อ ลืมบอกตอนลดน้ำหนักนี่ เพื่อนก็เป็นส่วนสำคัญนะ คือปกติเราอยู่หอใช่ปะ ทุกวันคือกินข้าวกับเพื่อน พอถึงคราวที่เราจะลดน้ำหนัก เรา ต้องบอกมันอย่างจริงจังเลย ว่า ไม่กินนะข้าวเย็น ร้านนมหรือไปกินขนมที่ไหนก็ห้ามชวน แรกๆ ก็ยังมีชวนบ้าง หลังๆ เราไม่ไป เพื่อนนี่เงียบหายไปเลย 555 คราวนี้พอลดมาสักพักเราก็ปรึกษาพี่สาว พี่เราก็แนะนำให้เราไปดู รายการ good shape save cost ซึ่ง มันโอเคมาก !! จริงนะ คือเราดูแล้วเรามีกำลังใจมากเลย ก็คือจะเน้นควบคุมอาหาร มากกว่าออกกำลังกาย ซึ่งปกติเราก็ออกอยู่แล้วละ พอ ดูรายการนี้เราก็ กินแบบคำนวณแคลอรี่เลยละ จริงจังมากๆ ถ้าจะกินตอนเย็นคือก็ต้องดูอะไรที่แคลอรี่น้อย ๆ พอช่วงนี้ก็เลยออกกำลังกายไม่ได้สม่ำเสมอ ออกบ้างไม่ออกบ้าง บางอาทิตย์นี่หยุดไปเลย แต่ น้ำหนักก็ลดนะ ลงมาเหลือประมาณ 75-76 กิโล f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก.

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก คือทุกส่วนนี่มันแน่นไปหมดจริงๆ เอฟโฟร์ อาหารเสริมลดน้ำหนัก

หลังจากนั้นเราก็คุมแคลอรี่มาเรื่อยๆ ตลอดเลย ออกกำลังกายบ้าง แบบว่าอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง f4 successmore
แต่ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ไปก็คือไม่ได้ไปเลยทั้งอาทิตย์นะ ถ้าจำไม่ผิด ช่วงประมาณเดือนมีนาเราหนัก 71 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มเรียนซัมเมอร์
เราลองใช้สูจรพระเทพ แบบ 7 วัน น้ำหนักก็ลดประมาณ 3 กิโลนะ จำไม่ได้ว่าทำช่วงมีนาหรือเมษา ถือว่าไม่เยอะ เพราะอ่านจากสูตรเค้าบอกลด 7-8 โล
แต่มันเป็นระยะเวลาที่ทำให้เราลงถึงเลข 6!!! แบบ 68-69 เห๊ยยย มันฟินมากกกกก ไม่รู้ว่าทำไม 55555 ดีใจที่ตัวเองพ้นจากเลข7 สักที
แล้วพอเดือนพฤษภาเราจำได้เลยหนัก 65 กิโล f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก
ลงรูปใน facebook ช่วง หนัก 65 เพื่อนเริ่มทักเยอะมากขึ้นว่าผอมลงป่าวๆ รู้สึกดีมากเลยนะ
แล้วก็กังวลเบาๆ เพราะ เดือนพฤษภาไปเที่ยวเกาหลี ญี่ปุ่น เกือบเดือนนึงเต็ม กลัวน้ำหนักขึ้นมากๆๆ
แต่ไปแต่ละที่คือกินจัดเต็มนะ รู้สึกแบบ อุตส่าห์มานี่นา … พอกลับมาไทย ชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่า ไม่ขึ้นเลย !!!
ดีใจม้ากกกกก พอกลับมาแล้วอยู่ในจุดอิ่มตัว คือกินปกติ กินเย็นกินดึก กินบุฟเฟ่ จนวันนึงชั่งน้ำหนักแล้ว 68 !!!
เห้ย คือไร … ที่เราตั้งใจมาทำไปทำไม ? กลับมาจากเที่ยวน้ำหนักก็อุตสาห์ไม่ขึ้น มีเวลาลดทำไมไม่ตั้งใจ?
แบบวนในหัวเรามากกกกกก จำได้ว่าเริ่มลดจริงๆ จังๆ อีกครั้งช่วงกลางเดือน มิถุนา

***คราวนี้เป็นสูตรโหดนะ***
เราลองทำเองแบบไม่ถามใครคือ
มื้อเช้า : โยเกิร์ต
เที่ยง : ไข่ต้ม 2ฟอง
เย็น : ผลไม้ (บางวันไม่กิน)

ตอน เย็นออกไปเดินเร็วๆ รอบสวนสารธารณะ (สระพังทอง) 2-3รอบ ทุกวัน!! เพราะว่าเราว่างมาก อยู่บ้านมีแต่นั่งๆ นอนๆ ออกไปขยับร่างกายซะหน่อย
ช่วงนั้นเราออกอยู่สองแบบคือ ว่ายน้ำกับวิ่งนี่ละ ไม่รู้ออกกำลังกายได้มากไหม แต่ควบคุมอาหารนี่ได้ผลสุดๆๆ
เอ่อ .. แต่เราขอเตือนนะ ช่วงที่เราทำคือเราไม่ได้ทำไรเลยแต่ละวัน แบบงานบ้านหรือทำไรก็ไม่ได้ทำ แล้ว มันเป็นช่วงปิดเทอม เราทำเราโอเค เพื่อนเราเคยลองทำแล้วมันหน้ามืด
คืออาจจะแล้วแต่คนอะ ใชวิจารณญาณแล้วกันเน่อออออ

นั่นละ พอวันที่ 20 กรกฎา เราจำได้แม่น เพราะเรากำลังจะไปค่ายกับเพื่อนๆ สาขา เราเลยพยายามเร่งลดมาก 5555 แบบอยากมีการเปลี่ยนแปลงชัดๆ
น้ำหนักอยู่ที่ 58 กิโล ……. เห้ยมันคือเลข5แล้ว ……. ดีใจอะ

พอเปิดเทอม กลางๆ เดือนสิงหาก็หนัก 58 อยู่ คือแบบ แต่งตัวเด๋อด๋าๆ มากก เพราะเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่หมด เย้

เราก็กลับไปอยู่หอ ใช้ชีวิตปกติ กินข้าวอะไรก็ปกติ แต่มันยังติดนิสัยแบบตอนอยู่บ้านก็คือ กินน้อยอะ คือ ถ้ากินข้าวอิ่มแล้วคือ อิ่ม
ขนม เค้ก นม ถ้าไม่มีความอยากก็ไม่ได้กิน บางวันรู้สึกชิน กลางวันนั่งกินไข่ต้มก็มีบ้าง 555555
ทำให้น้ำหนักเราลดเองมาเหลืออยู่ที่ 55 กิโล …. มันดีอะแก (เปิดเทอมมาแรกๆไม่ได้ออกกำลังกายเลย)

สูตรลดน้ําหนัก

พอ น้ำหนัก 55 แบบคงที่แล้ว เราก็ทำการกินปกติ ออกแนวเริ่มปล่อยตัวด้วยซ้ำ ฮ่าาา ก็กินขนม กินนม กินข้าวเยอะขึ้น แต่ก็ไม่เท่าตอนอ้วนแหละ
แล้วคราว นี้อยู่ๆไปเรื่อยก็รู้สึกว่า 55 ฉันก็ยังอวบๆอยู่เลยนะ เลยพยายามลด โดยการกลับมาควบคุมการกิน แบบจริงจังขึ้น แต่คราวนี้เราไม่ใช้สูตรโหด
เพราะ เราต้องเรียนหนังสือ ทำนู๊นนี่ เราทำเป็นแบบ f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก กินพวกก๋วยเตี๋ยว สลัดผัก เกาเหลา ผลไม้ ไข่ต้ม วนๆ อยู่แบบนี้ ถ้าต้องกินข้าวจริงๆ ก็กินกับเยอะกว่า ข้าวก็แบ่งๆ ให้เพื่อนไป
ช่วงนี้เราออกกำลังกายด้วยนะ ไปวิ่งตอนเช้า 40 นาที น่าจะอาทิตย์ละสองครั้งได้

นั่นละ … น้ำหนักเราลดเหลือ 52 !! เย้ บอกตรงๆนะมันเริ่มลดยากแล้วตั้งแต่ 55 กิโล มา
พอ หนัก 52 เราก็ยังไม่ลืมเป้าหมายของเรา เราอยากหนัก 45 !! คือรู้นะว่ามันย้ากกกยาก แต่ก็พยายามกระดึ้บๆ ให้ลดลงๆ ไปเรื่อย คราวนี้มาถึงช่วงสอบ final ก็อยากจะลดน้ำหนักไปด้วยละ แต่มันก็ต้องกินละเน้อะ ก็กินปกติ แต่ละมื้อส่วนมากแบบรีบกินรีบเสร็จจะได้ไปอ่านหนังสือ ก็ยังกินไข่ต้มอีกเช่นเคย มันอิ่มมากเลยนะ ไปลอง … ก็จะกินแบบปกติ แต่ไม่มีเวลาไปหาขนมมากินอะดิ หรือบางวันขี้เกียจออกไปข้างนอกมากๆ แบบอยากนั่งอยู่กับที่ ก็กินแค่โยเกิร์ต ผลไม้ ขนมเล่นๆ (มันไม่ดีนะ) น้ำหนักก็ลดมาถึง 50 กิโลถ้วนสมบูรณ์
คือดีใจมากกกกกกกกกก อยากลดต่อ แต่ติดตรงกลับมาบ้านนี่ละ ของกินอร่อย ไม่กิน พ่อแม่ก็ดูเป็นห่วง ฮร่าาาาาาา

ถึงเวลาต้องลงรูป after 30 กิโลที่หายไปแล้วใช่ปะ ? แต่รูปตอนก่อนลดเราเยอะกว่าตอนลดแล้วอีก ดูไหม ? ดูๆๆ เราจะลง 555555
จำไม่ได้นะช่วงไหนเท่าไร ดูสุ่มๆ ไป 55555 ปัญหาหลักสำหรับเราเลยนะ เราเป็นคนหน้าใหญ่ แก้มนี่ใหญ่มาก 555 น้ำหนักลดเท่าไรหน้าก็ยังอ้วนอยู่
หลังจากที่น้ำหนักหายไป 32 กิโล !!! จาก 82.9 ลงมาเหลือ 50 กิโล ….. เฮ้ !!
สรุปน้ำหนักทุกวันนี้คือ 50 กินเยอะๆหน่อยก็สัก51-52 แต่วันถัดมาก็อยู่ช่วง 50 โลแหละ f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก.

cho12 เชื่อว่า ทุกคนที่คิดอยากจะลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ปารถนา

cho12 เชื่อว่า ทุกคนที่คิดอยากจะลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ปารถนาในสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การลดน้ำหนักเร่งด่วน เพื่อให้ตัวเองแลดูผอมเพรียวอย่างรวดเร็วมากที่สุด แต่อย่างำรก็ตาม ความรวดเร็ว เร่งรีบจนเกินไปนั้น มักมาควบคู่กับสุขภาพที่เสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็วตามไปด้วย อีกทั้งการลดน้ำหนักเร่งด่วน ยังสร้างภาระให้กับระบบต่างๆของร่างกายอีกหลายประการด้วย โดยเฉพาะระบบเผาผฃาญอาหารที่มักได้รับผลกระทบมาก และยังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวอีกต่างหาก อยากลดน้ำหนักเร่งด่วน คิดให้ดี เสียก่อน ฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วย โดยร่างกายไม่พร้อม หนทางสู่ระบบเผาผลาญที่พังทลาย เมื่อเข้าสู่โปรแกรมลดน้ำหนักระบบการเผาผลาญของร่างกายมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้นตามลำดับ พร้อมกับทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้ ปัญหาเหล่านั้นก็จะยิ่งแก้ไขยากขึ้น ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1.ขั้นการปรับตัวของระบบเผาผลาญ (Metabolic Compensation) เป็นการ ควบคุมน้ำหนัก โดยการควบคุมอาหารให้น้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้น จะเริ่มสร้างความเครียดให้กับระบบเผาผลาญในระดับเริ่มต้น ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเริ่มลำเลียงพลังงานสำรองในร่างกายออกมาใช้ โดยการประสานงานระหว่างอวัยวะต่างๆ ด้วยการสั่งการของศูนย์กลางควบคุมระบบเผาผลาญ ที่มีชื่อว่า “ไฮโปธาลามัส” และ “พิทูอารี่” ทำให้ไขมันถูกนำออกไปใช่มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวลดลง cho12.

cho12
cho12 เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ระบบเผาผลาญจะเริ่มมีการปรับตัว ก่อให้เกิดความหิว เรี่ยวแรงเกิดการเปลี่ยนแปลง และระบบการเผาผลาญที่น้อยลงเหลือเพียง 500-800 กิโลแคลอลี่ต่อวัน หรือแทบไม่ทำงานเลย สำหรับคนที่ระบบเผาผลาญปรับตัวมากอาจทำให้การลดความอ้วนหยุดลง หรือเกิดปฎิกริยาโยโย่เอฟเฟคขึ้นนั่นเอง คนส่วนใหญ่ที่ต้องการลดน้ำหนักมักจะจบลงที่ขั้นตอนนี้ โช ทเวลฟ์

2.ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ (Metabolic Resistance) เมื่อระบบเผาผลาญถูกปรับจนกระทั่งถึงจุดที่ต่ำที่สุด น้ำหนักจะไม่ค่อยลดลงแล้ว หลายคนมักแก้ไขด้วยการกินน้อยลงกว่าเดิม ออกกำลังกายหนักมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายจะทำการปรับตัวอีกครั้ง ด้วยการลดระดับการเผาผลาญให้น้อยลงไปอีก พร้อมกับกระตุ้นให้เกิดความหิว อยากอาหารอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายเกิดการฟื้นตัว นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการเรี่ยวแรงหดหาย กระวนวาย วิตกกังวล และซึมเศร้า ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ มักจะเกิดขึ้นเมื่อ Body Fat ต่ำว่า 20% ในผู้หญิง และต่ำกว่า 10% ในผู้ชาย ความรุนแรงในขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ ยังพอที่จะสามารถแก้ไขให้กลับไปเป็นปกติได้ cho12

3.ขั้นระบบเผาผลาญที่พังทลาย (Metabolic Damage) เป็นขั้นสูงสุดของคนที่ดันทุรังลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่ง ไม่แคร์ต่ออาการหิว ความอยากอาหาร น้ำหนักไม่ลง สุดท้ายจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้นหลายแห่ง อาทิเช่น ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร เป็นต้น

เมื่อระบบเผาผลาญพังทลาย จะมีอาการผิดปกติที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น แก็ซในระบบทางเดินอาหาร, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ ,กรดไหลย้อน,ไวต่อแสงกว่าที่เคยเป็น,เวียนหัว แสบในทรวงอก, ท้องผูก, ประจำเดือนขาด, กามตายด้าน อาการแพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน และถ่ายเหลว อุจาระมีสีซีด เป็นต้น
จากข้อมูลในเบื้องต้นคงจะทำให้หลายๆคนเริ่มมองเห็นโทษในการลดน้ำหนักเร่งด่วนกันไปบ้างแล้วว่าส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นไร ซึ่งการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ดี เพื่อควบคุมไม่ให้ร่างกายมีน้ำหนักเกินมาตาฐาน จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามโปรดจำไว้เสมอว่า การฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วนนั้น มักที่จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี จึงเป็นสิ่งที่ควรจำเป็นระวัง
เห็นไหมว่า ลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบฝืน ส่งผลเสียต่อร่างกาย มากกว่าที่คุณคิด

ไม่ว่าใคร เมื่อตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่าจะลดน้ำหนักให้น้อยลง ก็คงอยากที่จะหาวิธีลดน้ำหนักเร่งด่วน เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิธีสุดคลาสสิคอย่างการควบคุม ลด อดอาหาร ออกกำลังกายลดน้ำหนักอย่างหนักหน่วง หรือแม้แต่การทานอาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนักเร่งด่วน แต่หลายๆคนอาจจะมองเพียงวิธีการลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยวิธีการหลักๆ แต่กลับมองข้ามวิธีเสริมยิบย่อย ที่สามารถช่วยเสริมให้การลดน้ำหนักเร่งด่วนของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งวิธีเสริมประสิทธิภาพการลดน้ำหนักเร่งด่วนนั้นมีทั้งสิ้น 12 ข้อ ง่ายๆ ตามคำแนะนำที่คุณสามารถปฎิบัติตามได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องฝืนทำให้ลำบากเลยแม้แต่น้อย
12 ข้อปฎิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดน้ำหนักเร่งด่วนให้ดีที่สุด
1.ดื่มน้ำบ่อยๆ น้ำเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย การดื่มน้ำเย็น จะช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 10 กิโลแคลอลี่ ผลการศึกษาของนักวิจัยของ Virginia Tech แห่งเมืองแบล็กเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย พบว่า คนที่ดื่มน้ำในแก้วขนาด 8 ออนซ์ ประมาณ 8-12 ครั้งต่อวัน หรือประมาณวันละ 8 แก้ว ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้สูงขึ้นกว่าคนที่ดื่มเพียง 4 ครั้ง
2.ทานอาหารแบ่งเป็นมื้อเล็กๆหลายๆมื้อ การทานอาหารครั้งละน้อยๆ วันละ 4-6 มื้อ จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดทั้งวัน และช่วยลดน้ำหนักให้ดีมากยิ่งขึ้น

3.เครื่องเทศรสจัด การวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า อาหารรสจัดสามารถช่วยเพิ่มผลาญได้ 20% เป็นเวลานานถึง 30 นาที ในงานวิจัยของญี่ปุ่นแสดงให้ห็นว่า สตรีที่ทานพริกแดง สามารถช่วยเพิ่มระเบบเผาผลาญในร่างกาย นอกจากนี้จากการศึกษายังพบอีกว่า การทานพริก 1 ช้อนโต๊ะ ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้มากถึง 23%
4.หลีกเลี่ยงน้ำตาลและของหวาน การทานของหวานมากๆ จะช่วยเสริมให้ระบบเผาผลาญ เกิดการเก็บสะสมไขมันมากกว่า การเผาผลาญไขมันออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกิน ที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่ายอีกด้วย
5.ลดความเครียด ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ส่งผลให้ระบบเผาผลาญลดประสิทธิภาพลง
6.พักผ่อนให้เพียงพอ จากการวิจัยค้นพบว่า คนที่นอนน้อยกว่าวันละ 7-8 ชั่วโมง ระบบเผาผลาญจะด้อยประสิทธิภาพลง เนื่องจากร่างกายมีความเครียดเพิ่มมากขึ้น
7.เสริมอาหารประเภทโปรตีน อัตราการเผาผลาญของร่างกายในขณะที่นอนหลับมีความสัมพันธ์โดยตรงกับมวลกล้ามเนื้อ เมื่อการทานอาหารที่มีโปรตีนสูงอย่างเพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
8.เพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง cho12 ครั้งละประมาณ 30-45 นาที ออกกำลังแต่พอดีและค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นหากต้องการ แต่ต้องไม่หักโหมจนเกินไป
9.ทานผักสีเขียวเข้ม สีแดง และม่วง ผักเหล่านี้จะมีคุณสมบัติในการเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ไขมันถูกดูดซึมเจ้าสู่ร่างกายได้ง่าย และยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนให้มีการผลิตฮอร์โมน ที่ช่วยในการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี ทำให้ ลดอ้วน ได้เป็นอย่างดี
10.ทานอาหารประเภทแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮวีท เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดการดึงเอาไขมันออกมาทำการเผาผลาญได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้อาหารประเภทนี้ยังมีวิตามินบีสูง จึงช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารที่ตับได้เป็นอย่างดี
11.ทานอาหารเช้า การไม่ทานอาหารเช้าทันที หลังจากที่ร่างกายเกิดการอดมาอย่างยาวนานตลอดคืน จะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานไม่เป็นปกติ เพราะสมองจะสั่งการให้ร่างกายให้อยู่ในสภาพไม่ใช้พลังงาน ดังนั้นการทานทันทีหลังจากการตื่นนอนจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญเริ่มต้นการทำงานได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เลยทีเดียว

12.กระตุ้นการเผาผลาญด้วยเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ชาเขียว กาแฟดำ หรือทัวรีน ซึ่งกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น และยังกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องระมัดระวัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ อาจจะก่อให้เกิดอาการความดันโลหิตสูง หรือนอนไม่หลับได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่เร่งรีบ กว่าจะเดินทางกลับถึงที่พักในตอนเย็นก็เรียกได้ว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัส การไปตามหาและใช้เวลาในการปฎิบัตติตัวเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักเร่งด้วน ดังที่ได้แนะนำไปแล้วในตอนต้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไป ดังนั้นการทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เป็นประจำทุกวัน ก็จะเป็นการช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้เช่นกัน cho12.

so skins sleeping white mask ขมิ้น.. สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิว

so skins sleeping white mask ขมิ้น.. สมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยสมานผิวและลดการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี สาวๆ คนไหนที่กำลังมองหาสูตรขมิ้นพอกหน้าอยู่ วันนี้เราเลยหยิบมาฝากหลากหลายสูตร เรียกว่ารวมสูตรพอกหน้าด้วยขมิ้นอย่างครบวงจร อยากมีผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียน ไร้ปัญหาสิว จุดด่างดำและยังช่วยรักษาสิวได้ ต้องรีบตามมาดูเลยค่ะว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ขมิ้นพอกหน้า ขมิ้นพอกหน้า สูตรผิวขาวเนียนนุ่ม ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ขมิ้นผง 1 ถ้วย และนมสด 3/4 ถ้วย ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 1 ผสมผงขมิ้นกับนมสดให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้าแล้วปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ขมิ้นจะช่วยให้ผิวขาวเขียนผุดผ่องเป็นยองใย ส่วนนมสดจะบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและนุ่มนวลน่าสัมผัสมากขึ้น ทำเป็นประจำ ผิวจะเรียบเนียนเกลี้ยงเกลาจนสัมผัสได้แน่นอน ขมิ้นพอกหน้า so skins sleeping white mask.

so skins sleeping white mask

so skins sleeping white mask พอกหน้าด้วยขมิ้น สูตรลดรอยไหม้จากแดด โซ สกิน สลีปปิ้ง ไวท์ มาส์ค

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ขมิ้นผง 1/2 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1/2 ถ้วย

ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 2
นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ 30 นาทีแล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น สูตรนี้เหมาะสำหรับสาวที่มีปัญหาผิวไหม้แดงจากแสงแดด หรือผิวคล้ำเสียจากแดดก็สามารถช่วยฟื้นบำรุงผิวได้เช่นกัน ผิวจะกลับมาขาวกระจ่างใสและมีสุขภาพดีดังเดิมได้ค่ะ so skins sleeping white mask

ขมิ้นพอกหน้า

พอกหน้าด้วยขมิ้น สูตรผิวขาวกระจ่างใสเปล่งปลั่ง

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ผงขมิ้น 1/2 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 3
นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ไม่สวยสดใส แนะนำให้พอกหน้าด้วยสูตรผงขมิ้นนี้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รับรองน้ำมะนาวจะทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก ผิวจึงค่อยๆ กระจ่างใสขึ้น ส่วนน้ำผึ้งจะบำรุงผิวหน้าให้นุ่มชุ่มชื้น และขมิ้นก็จะบำรุงผิวให้เรียบเนียนใสอย่างไร้ที่ติ การผสานคุณสมบัติของสูตรพอกหน้านี้จึงทำให้สาวๆ มีสภาพผิวหน้าที่ขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติได้ค่ะ

ขมิ้นพอกหน้า

พอกหน้าด้วยขมิ้น สูตรป้องกันการเกิดสิว

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ขมิ้นผง 1/2 ช้อนชา และดินสอพอง 2-3 เม็ด

ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 4
ละลายดินสอพองด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย จากนั้นเติมขมิ้นผงลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด ขมิ้นมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี จึงช่วยป้องกันการเกิดสิวและผดผื่นได้ ในขณะที่ดินสอพองจะช่วยลดเลือนความมันบนผิวหน้า so skins sleeping white mask และดูดซับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก แถมยังทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนใสมากขึ้น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สูตรนี้จะช่วยป้องกันการเกิดสิว ทำให้ผิวหน้าใสปิ๊งเปล่งปลั่งได้อย่างใจแน่นอนค่ะ

สูตรขมิ้นพอกหน้า

พอกหน้าด้วยขมิ้น สูตรลดเลือนความมันบนผิวหน้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ผงขมิ้น 1 ช้อนชา นมสด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ และเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 5
นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมลงในภาชนะเล็กๆ คนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าจนทั่วไป ปล่อยไว้ 30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น สาวๆ คนไหนที่มีปัญหาผิวหน้ามันเยิ้ม แนะนำสูตรนี้เลยค่ะ เพราะว่านหางจระเข้จะช่วยลดเลือนความมันบนผิวลงได้ ในขณะที่นมสดจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวนวลนุ่มสุขภาพดี ส่วนขมิ้นนั้นจะช่วยขจัดจุดด่างดำ รอยหมองคล้ำบนผิวและบำรุงผิวหน้าให้เรียบเนียนกระจ่างใส อยากหน้าใสปิ๊งจนใครต้องทัก และบอกลาปัญหาหน้ามันเยิ้มได้อย่างอยู่หมัด อย่าพลาดสูตรพอกหน้าสูตรนี้เด็ดขาด

ขมิ้นทาหน้า

ขมิ้นพอกหน้า สูตรแก้ผดลดสิวและบรรเทาอาการสิวอักเสบ

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ผงขมิ้น 1/2 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และดินสอพอง 2-3 เม็ด

ขมิ้นพอกหน้าสูตรที่ 6
ละลายดินสอพองกับน้ำสะอาดเล็กน้อย แล้วนำส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดมาผสมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อได้ส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้ว ให้นำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด สูตรนี้หากพอกตอนมีสิวก็จะช่วยลดอาการอักเสบของสิวให้ทุเลาลงได้ เพราะขมิ้นมีสรรพคุณทางยาโดยสามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง และยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวได้เป็นอย่างดี น้ำผึ้งก็จะทำหน้าที่เติมความชุ่มชื้นให้ผิว น้ำมะนาวจะผลัดเซลล์ผิวทำให้หน้าขาวกระจ่างใส ส่วนดินสอพองจะขจัดสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากผิว ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระจ่างใสอย่างไร้ที่ติมากขึ้น so skins sleeping white mask.