cho12 เชื่อว่า ทุกคนที่คิดอยากจะลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ปารถนา

cho12 เชื่อว่า ทุกคนที่คิดอยากจะลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ปารถนาในสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การลดน้ำหนักเร่งด่วน เพื่อให้ตัวเองแลดูผอมเพรียวอย่างรวดเร็วมากที่สุด แต่อย่างำรก็ตาม ความรวดเร็ว เร่งรีบจนเกินไปนั้น มักมาควบคู่กับสุขภาพที่เสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็วตามไปด้วย อีกทั้งการลดน้ำหนักเร่งด่วน ยังสร้างภาระให้กับระบบต่างๆของร่างกายอีกหลายประการด้วย โดยเฉพาะระบบเผาผฃาญอาหารที่มักได้รับผลกระทบมาก และยังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวอีกต่างหาก อยากลดน้ำหนักเร่งด่วน คิดให้ดี เสียก่อน ฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วย โดยร่างกายไม่พร้อม หนทางสู่ระบบเผาผลาญที่พังทลาย เมื่อเข้าสู่โปรแกรมลดน้ำหนักระบบการเผาผลาญของร่างกายมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้นตามลำดับ พร้อมกับทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้ ปัญหาเหล่านั้นก็จะยิ่งแก้ไขยากขึ้น ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1.ขั้นการปรับตัวของระบบเผาผลาญ (Metabolic Compensation) เป็นการ ควบคุมน้ำหนัก โดยการควบคุมอาหารให้น้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้น จะเริ่มสร้างความเครียดให้กับระบบเผาผลาญในระดับเริ่มต้น ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเริ่มลำเลียงพลังงานสำรองในร่างกายออกมาใช้ โดยการประสานงานระหว่างอวัยวะต่างๆ ด้วยการสั่งการของศูนย์กลางควบคุมระบบเผาผลาญ ที่มีชื่อว่า “ไฮโปธาลามัส” และ “พิทูอารี่” ทำให้ไขมันถูกนำออกไปใช่มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวลดลง cho12.

cho12
cho12 เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ระบบเผาผลาญจะเริ่มมีการปรับตัว ก่อให้เกิดความหิว เรี่ยวแรงเกิดการเปลี่ยนแปลง และระบบการเผาผลาญที่น้อยลงเหลือเพียง 500-800 กิโลแคลอลี่ต่อวัน หรือแทบไม่ทำงานเลย สำหรับคนที่ระบบเผาผลาญปรับตัวมากอาจทำให้การลดความอ้วนหยุดลง หรือเกิดปฎิกริยาโยโย่เอฟเฟคขึ้นนั่นเอง คนส่วนใหญ่ที่ต้องการลดน้ำหนักมักจะจบลงที่ขั้นตอนนี้ โช ทเวลฟ์

2.ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ (Metabolic Resistance) เมื่อระบบเผาผลาญถูกปรับจนกระทั่งถึงจุดที่ต่ำที่สุด น้ำหนักจะไม่ค่อยลดลงแล้ว หลายคนมักแก้ไขด้วยการกินน้อยลงกว่าเดิม ออกกำลังกายหนักมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายจะทำการปรับตัวอีกครั้ง ด้วยการลดระดับการเผาผลาญให้น้อยลงไปอีก พร้อมกับกระตุ้นให้เกิดความหิว อยากอาหารอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายเกิดการฟื้นตัว นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการเรี่ยวแรงหดหาย กระวนวาย วิตกกังวล และซึมเศร้า ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ มักจะเกิดขึ้นเมื่อ Body Fat ต่ำว่า 20% ในผู้หญิง และต่ำกว่า 10% ในผู้ชาย ความรุนแรงในขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ ยังพอที่จะสามารถแก้ไขให้กลับไปเป็นปกติได้ cho12

3.ขั้นระบบเผาผลาญที่พังทลาย (Metabolic Damage) เป็นขั้นสูงสุดของคนที่ดันทุรังลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่ง ไม่แคร์ต่ออาการหิว ความอยากอาหาร น้ำหนักไม่ลง สุดท้ายจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้นหลายแห่ง อาทิเช่น ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร เป็นต้น

เมื่อระบบเผาผลาญพังทลาย จะมีอาการผิดปกติที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น แก็ซในระบบทางเดินอาหาร, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ ,กรดไหลย้อน,ไวต่อแสงกว่าที่เคยเป็น,เวียนหัว แสบในทรวงอก, ท้องผูก, ประจำเดือนขาด, กามตายด้าน อาการแพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน และถ่ายเหลว อุจาระมีสีซีด เป็นต้น
จากข้อมูลในเบื้องต้นคงจะทำให้หลายๆคนเริ่มมองเห็นโทษในการลดน้ำหนักเร่งด่วนกันไปบ้างแล้วว่าส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นไร ซึ่งการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ดี เพื่อควบคุมไม่ให้ร่างกายมีน้ำหนักเกินมาตาฐาน จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามโปรดจำไว้เสมอว่า การฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วนนั้น มักที่จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี จึงเป็นสิ่งที่ควรจำเป็นระวัง
เห็นไหมว่า ลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบฝืน ส่งผลเสียต่อร่างกาย มากกว่าที่คุณคิด

ไม่ว่าใคร เมื่อตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่าจะลดน้ำหนักให้น้อยลง ก็คงอยากที่จะหาวิธีลดน้ำหนักเร่งด่วน เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิธีสุดคลาสสิคอย่างการควบคุม ลด อดอาหาร ออกกำลังกายลดน้ำหนักอย่างหนักหน่วง หรือแม้แต่การทานอาหารเสริมเพื่อลดน้ำหนักเร่งด่วน แต่หลายๆคนอาจจะมองเพียงวิธีการลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยวิธีการหลักๆ แต่กลับมองข้ามวิธีเสริมยิบย่อย ที่สามารถช่วยเสริมให้การลดน้ำหนักเร่งด่วนของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งวิธีเสริมประสิทธิภาพการลดน้ำหนักเร่งด่วนนั้นมีทั้งสิ้น 12 ข้อ ง่ายๆ ตามคำแนะนำที่คุณสามารถปฎิบัติตามได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องฝืนทำให้ลำบากเลยแม้แต่น้อย
12 ข้อปฎิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดน้ำหนักเร่งด่วนให้ดีที่สุด
1.ดื่มน้ำบ่อยๆ น้ำเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย การดื่มน้ำเย็น จะช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 10 กิโลแคลอลี่ ผลการศึกษาของนักวิจัยของ Virginia Tech แห่งเมืองแบล็กเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย พบว่า คนที่ดื่มน้ำในแก้วขนาด 8 ออนซ์ ประมาณ 8-12 ครั้งต่อวัน หรือประมาณวันละ 8 แก้ว ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้สูงขึ้นกว่าคนที่ดื่มเพียง 4 ครั้ง
2.ทานอาหารแบ่งเป็นมื้อเล็กๆหลายๆมื้อ การทานอาหารครั้งละน้อยๆ วันละ 4-6 มื้อ จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญตลอดทั้งวัน และช่วยลดน้ำหนักให้ดีมากยิ่งขึ้น

3.เครื่องเทศรสจัด การวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า อาหารรสจัดสามารถช่วยเพิ่มผลาญได้ 20% เป็นเวลานานถึง 30 นาที ในงานวิจัยของญี่ปุ่นแสดงให้ห็นว่า สตรีที่ทานพริกแดง สามารถช่วยเพิ่มระเบบเผาผลาญในร่างกาย นอกจากนี้จากการศึกษายังพบอีกว่า การทานพริก 1 ช้อนโต๊ะ ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้มากถึง 23%
4.หลีกเลี่ยงน้ำตาลและของหวาน การทานของหวานมากๆ จะช่วยเสริมให้ระบบเผาผลาญ เกิดการเก็บสะสมไขมันมากกว่า การเผาผลาญไขมันออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกิน ที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่ายอีกด้วย
5.ลดความเครียด ความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ส่งผลให้ระบบเผาผลาญลดประสิทธิภาพลง
6.พักผ่อนให้เพียงพอ จากการวิจัยค้นพบว่า คนที่นอนน้อยกว่าวันละ 7-8 ชั่วโมง ระบบเผาผลาญจะด้อยประสิทธิภาพลง เนื่องจากร่างกายมีความเครียดเพิ่มมากขึ้น
7.เสริมอาหารประเภทโปรตีน อัตราการเผาผลาญของร่างกายในขณะที่นอนหลับมีความสัมพันธ์โดยตรงกับมวลกล้ามเนื้อ เมื่อการทานอาหารที่มีโปรตีนสูงอย่างเพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
8.เพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง cho12 ครั้งละประมาณ 30-45 นาที ออกกำลังแต่พอดีและค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นหากต้องการ แต่ต้องไม่หักโหมจนเกินไป
9.ทานผักสีเขียวเข้ม สีแดง และม่วง ผักเหล่านี้จะมีคุณสมบัติในการเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ไขมันถูกดูดซึมเจ้าสู่ร่างกายได้ง่าย และยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนให้มีการผลิตฮอร์โมน ที่ช่วยในการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี ทำให้ ลดอ้วน ได้เป็นอย่างดี
10.ทานอาหารประเภทแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮวีท เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดการดึงเอาไขมันออกมาทำการเผาผลาญได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้อาหารประเภทนี้ยังมีวิตามินบีสูง จึงช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารที่ตับได้เป็นอย่างดี
11.ทานอาหารเช้า การไม่ทานอาหารเช้าทันที หลังจากที่ร่างกายเกิดการอดมาอย่างยาวนานตลอดคืน จะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานไม่เป็นปกติ เพราะสมองจะสั่งการให้ร่างกายให้อยู่ในสภาพไม่ใช้พลังงาน ดังนั้นการทานทันทีหลังจากการตื่นนอนจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญเริ่มต้นการทำงานได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เลยทีเดียว

12.กระตุ้นการเผาผลาญด้วยเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ชาเขียว กาแฟดำ หรือทัวรีน ซึ่งกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น และยังกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องระมัดระวัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ อาจจะก่อให้เกิดอาการความดันโลหิตสูง หรือนอนไม่หลับได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่เร่งรีบ กว่าจะเดินทางกลับถึงที่พักในตอนเย็นก็เรียกได้ว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัส การไปตามหาและใช้เวลาในการปฎิบัตติตัวเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักเร่งด้วน ดังที่ได้แนะนำไปแล้วในตอนต้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไป ดังนั้นการทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เป็นประจำทุกวัน ก็จะเป็นการช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้เช่นกัน cho12.